คือย่อมออกจากทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น โดยภาวะเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม กล่าวคือ
สรณคมน์นั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล พึงการทำฉันทะในธรรมทั้งหลาย.
เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมด้วย ๓ คาถาเหล่านี้อย่างนี้ นั่งอยู่
อย่างไรเทียว โดยกระแสแห่งเทศนาเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ด้วย
เหตุนั้นท่านจงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า
เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้อเที่ยวอยู่ในไพรวันอันสงัด
เงียบ ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี อันหมู่
เทวดาห้อมล้อม กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงแสดง
อมตบท เราได้สดับธรรมอันไพเราะของพระพุทธเจ้า ผู้
เผ่าพันธุ์ของโลกพระนามว่าสิขี เรามีจิตเลื่อมใสในพระ-
สุรเสียง เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ท่าน ผู้ไม่มี
บุคคลเปรียบเสมอเหมือนแล้ว ข้ามพ้นภพที่ข้ามได้ยาก
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัตรกัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย
การได้สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญา
ในเสียง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . ฯลฯ . . . พระ-
พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ท่านดำรงอยู่แล้วในพระอรหันโดยประการนั้น. ก็แล ครั้นท่าน
บรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะกราบทูลคุณวิเศษที่คนบรรลุแด่พระศาสดา
จึงได้พยากรณ์พระอรหัตผลด้วยคาถาสุดท้าย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺโผฏิโต แปลว่า กำจัดแล้ว อธิบาย
ว่า สลัดออกด้วยมรรคญาณ.
๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๐๘.