บทว่า ตุฏฺเน จิตฺเต เป็นตติยาวิภัตติใช้ในลักษณะแห่งอิตถัมภูตะ,
อธิบายว่า เป็นผู้มีใจยินดี เบิกบาน.
บทว่า เขเปตฺวา ได้แก่ ตัดขาดแล้ว.
บทว่า อกุปฺปตํ แปลว่า ไม่กำเริบ (พระอรหัต).
บทว่า ปปฺปุยฺย แปลว่า ถึงแล้ว. บทว่า ปรมํ สนฺตึ ได้แก่
อนุปาทิเสสนิพพาน. ก็การบรรลุอนุปาทิเสสนิพพานนั้น คือการรอกาละ
(ตาย) อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่กาลไร ๆ เพราะฉะนั้น เพื่อจะแสดง
อนุปาทิเสสนิพพานนั้น ท่านจึงกล่าวว่าผู้ไม่มีอาสวะย่อมปรินิพพาน.
ท่านอันพระศาสดาทรงโอวาทอย่างนี้แล้ว ก็เกิดความสังเวช บวช
เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต, เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า
เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ผู้รุ่งเรื่อง
เหมือนต้นกรรณิการ์ โชติช่วงดังดวงประทีป ไพโรจน์
ดุจทองคำ เราวางคณโฑน้ำ ผ้าเปลือกไม้กรองธมกรก ทำ
หนังเสือเฉวียงบ่า แล้วก็สดุดีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
ว่า ข้าแต่พระมุนี พระองค์ทรงขจัดความมืดมิด ซึ่ง
อากูลไปด้วยข่ายคือโมหะ ทรงแสดงแสงสว่างแห่งพระ-
ญาณแล้ว เสด็จข้ามไป พระองค์ได้ยกโลกนี้ขึ้นได้แล้ว
สิ่งที่ยอดเยี่ยมซึ่งมีอยู่ทั้งหมด จะเปรียบปานกับพระญาณ
เป็นประมาณเครื่องไปจากโลกของพระองค์ไม่มี ด้วย
๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๒๔.