บทว่า นิรากตฺวา ได้แก่ นำออกไป คือทิ้งไป อธิบายว่า เป็น
ผู้ไม่ห่วงใย.
บางอาจารย์กล่าวว่า บทว่า อิทฺธิ ได้แก่ ฤทธิ์อัน สำเร็จด้วยการ
เจริญภาวนา. คำนั้นไม่ถูก เพราะในเวลานั้นอุรุเวลกัสสปยังไม่ได้ฌาน.
จริงอย่างนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ห้อมล้อมด้วยกามารมณ์.
บทว่า ยญฺเน สนฺตุฏฺโ ความว่า ยินดี คือสำคัญกิจที่เสร็จ
แล้ว ด้วยการบูชายัญ โดยเข้าใจว่า เราบูชายัญแล้วจักได้เสวยสุขใน
สวรรค์ ได้การละด้วยการบูชายัญมีประมาณเท่านี้.
บทว่า กามธาตุปุรกฺขโต ความว่า ผู้มีความอยากอันปรารภกาม-
สุคติเกิดขึ้น คือมุ่งกามโลก อยู่ด้วยการบูชายัญ. หากว่ายัญนั้นประกอบ
พร้อมด้วยปาณาติบาต ใคร ๆ ไม่อาจได้สุคติด้วยยัญนั้น จริงอยู่ อกุศล
ไม่บังเกิดผลอันน่าปรารถนา น่าพึงใจ แต่เมื่อกุศลเจตนามีทานเป็นต้นมี
อยู่ในยัญนั้น บุคคลพึงไปสู่สุคติได้ เพราะปัจจัยประชุมกัน.
บทว่า ปจฺฉา ได้แก่ ในกาลภายหลังจากการบวชเป็นดาบส คือ
ในกาลที่ละลัทธิดาบสแล้ว ประกอบกรรมฐานอันสัมปยุตด้วยสัจจะ ๔
ตามพระโอวาทของพระศาสดา.
บทว่า สมูหนึ ความว่า เราบำเพ็ญวิปัสสนาแล้วถอนได้สิ้นเชิง.
ฟังราคะ โทสะ โมหะ โดยลำดับมรรค.
ก็เพราะเหตุที่พระเถระนี้ ถอนราคะเป็นต้นได้ด้วยอริยมรรคนั่น
แหละ. ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ฉะนั้น เมื่อจะแสดงว่าตนมีอภิญญา ๖ จึง
กล่าวคำว่า ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ดังนี้เป็นต้น .
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ความว่า เรารู้