Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 171

เล่ม มมร. 52 หน้า 171 ข้อ 350
ย่อมไม่มีแก่เราผู้มีจิตแน่วแน่ ผู้พิจารณาเห็นธรรมแจ่ม แจ้งโดยชอบอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า กุลฺโล นี้ พระเถระกล่าวถึงเฉพาะ คน ทำให้เป็นเหมือนคนอื่น. บทว่า อาตุรํ ได้แก่ ถูกความทุกข์นานัปการบีบคั้นอยู่เนืองนิตย์. บทว่า อสุจึ ได้แก่ เว้นจากความสะอาด คือน่าเกลียด เป็นของ ปฏิกูล. บทว่า ปูตึ แปลว่า มีกลิ่นเหม็น. บทว่า ปสฺส ความว่า จงตรวจดูโดยสภาวะ. ด้วยบทว่า กุสละ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระเถระในเวลา ประทานโอวาท. แต่ในเวลาเปล่งอุทาน พระเถระพูดกะตนด้วยตนเอง. บทว่า สมุสฺสยํ ได้แก่ สรีระ. บทว่า อุคฺฆรฺนตํ ได้แก่ มีของ ไม่สะอาดไหลออกทางปากแผลเบื้องบน. บทว่า ปตฺฆรนฺตํ ได้แก่ และ มีของไม่สะอาดไหลออกรอบ ๆ ปากแผลเบื้องล่าง. บทว่า พาลานํ อภินนฺทิตํ ความว่า อันหมู่คนพาลคือพวกอันธ- ปุถุชน ยึดมั่นชื่นชมว่าเรา ว่าของเรา ด้วยความชื่นชม คือทิฏฐิและ ตัณหาทั้งหลาย. บทว่า ธมฺมาทาสํ ได้แก่ แว่นอันล้วนแล้วด้วยธรรม. เหมือน อย่างว่า สัตว์ทั้งหลายเห็นคุณและโทษ ที่หน้าหรือกายของตน ด้วยแว่น ฉันใด วิปัสสนาญาณอันเป็นเหตุให้พระโยคาวจรเห็นตามเป็นจริงซึ่งธรรม คือความเศร้าหมอง และความผ่องแผ้ว ในอัตภาพก็ฉันนั้น ท่านเรียกว่า ธรรมาทาส แว่นธรรมในที่นี้. ทำวิปัสสนาญาณนั้นให้เกิดขึ้นในสันดาน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka