จริงอยู่ ท่านกล่าวว่า เพราะอาสวะเกิด อวิชชาจึงเกิด ดังนี้ เพื่อทำลาย
คือเพื่อต้องการทำลายรากเหง้าของอวิชชานั้น ด้วยญาณอันเปรียบเพชร.
อีกอย่างหนึ่ง เชื่อมความว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อ
ทำลายภวจักรอันชื่อว่า มีอวิชชาเป็นรากเหง้า เพราะมีอวิชชาเป็นมูลราก
โดยพระดำรัสว่า สังขารทั้งหลายเกิดมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เป็นต้นนั้น
ด้วยเพชรคือมรรคญาณ.
บทว่า กมฺมยนฺตวิฆาฏโน ได้แก่ เป็นเครื่องกำจัดยนต์คืออัตภาพ
ซึ่งสืบต่อด้วยกรรม.
ในบทว่า วิญฺาณานํ ปริคฺคเห นี้ พึงเชื่อมคำที่เหลือว่า เมื่อการ
ยึดถือวิญญาณปรากฏขึ้นตามกรรมของตนในกามภพเป็นต้น. จริงอยู่ เมื่อ
ถือปฏิสนธิในภพนั้นๆ แม้วิญญาณที่อาศัยภพนั้นๆ ก็ย่อมเป็นอันถือเอา
เหมือนกัน.
บทว่า าณวชิรนิปาตโน ได้แก่ ทำเพชรคือญาณให้ตกลง (ให้
สำเร็จ) คือทำเพชรคือญาณให้สำเร็จแล้วทำลายวิญญาณเหล่านั้น. จริงอยู่
โลกุตรธรรมเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นทำลายวิญญาณอันควรแก่การเกิด
ในภพที่ ๗. เป็นต้นเท่านั้น.
บทว่า เวทนานํ วิญฺาปโน ความว่า ประกาศเวทนา ๓ มีสุข-
เวทนาเป็นต้น ตามความเป็นจริง ด้วยอำนาจเป็นทุกข์ เป็นดังลูกศร
และความไม่เที่ยง ตามลำดับ.
บทว่า อุปาทานปฺปโมจโน ความว่า ปลดเปลื้องจิตสันดานจาก
อุปาทานทั้ง ๔ มีกามุปาทานเป็นต้น.