Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 199

เล่ม มมร. 52 หน้า 199 ข้อ 354
บทว่า ภวํ องฺคารกาสุํว าเณน อนุปสฺสโน ความว่า แสดงภพ ทั้ง ๙ อย่าง มีกามภพเป็นต้น โดยประจักษ์เนืองๆด้วยมรรคญาณ ให้ เป็นดุจหลุมถ่านเพลิงลึกชั่วบุรุษ โดยถูกไฟ ๑๑ กองติดโชนแล้ว. ชื่อว่า มีรสมาก เพราะอรรถว่า กระทำความไม่เบื่อโดยความเป็น ธรรมละเอียดและประณีต อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มีรสคือกิจมาก เพราะ เป็นธรรมมีกิจมากด้วยปริญญากิจเป็นต้น และเพราะเป็นธรรมมีสมบัติ มากด้วยสามัญผลเป็นต้น ชื่อว่าเป็นธรรมลึกซึ้งมาก เพราะเป็นธรรมที่ หยั่งได้ยากด้วยสัมภาระที่ไม่ได้ก่อสร้างไว้ และเพราะเป็นที่พึ่งอันไม่ควร จะได้ เป็นธรรมห้ามความแก่และความตาย คือเป็นธรรมปฏิเสธชราและ มัจจุ โดยห้ามเกิดเฉพาะในภพต่อไป. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงธรรม อันประกอบด้วยคุณวิเศษตามที่กล่าวแล้วโดยสรุป จึงกล่าวว่า ประกอบ ด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐ เพื่อจะประกาศซ้ำถึงคุณอันนิดหน่อยของธรรม นั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เป็นทางสงบทุกข์ ปลอดโปร่ง. คำนั้นมีเนื้อความว่า ชื่อว่า ประเสริฐ เพราะอรรถว่าบริสุทธิ์ ชื่อว่า ประกอบด้วยองค์ ๘ เพราะเป็นที่ประชุมธรรม ๘ ประการมีสัมมา- ทิฏฐิเป็นต้น. ชื่อว่า มรรค เพราะอรรถว่าแสวงหาพระนิพพาน ชื่อว่า เป็นทางสงบทุกข์ เพราะอรรถว่าสงบระงับวัฏทุกข์ทั้งสิ้น ชื่อว่า ปลอด โปร่ง เพราะปลอดภัย. เพราะรู้กรรมว่าเป็นกรรม และรู้วิบากโดยความ เป็นวิบากแห่งธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น โดยไม่คลาดเคลื่อน เหมือนใน ลัทธิภายนอกจากพระศาสนานี้ ปรากฏว่ากรรมและวิบากของกรรมปรากฏ ว่าคลาดเคลื่อน เพราะผู้ที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศ คือเพราะ เหตุที่รู้ด้วยญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้น จึงเป็นเครื่องเห็นแสงสว่างตามที่
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka