ไม่เป็นบทสมาส จะต้องเข้าใจคำที่เหลือ (ซึ่งจะต้องเดิมเข้ามา) ว่า
ตสฺสา.
ในบทว่า ปาทุการุยฺห เวสิกา นี้ พึงเติมคำที่เหลือเข้ามาว่า หญิง
คนหนึ่งผู้อาศัยรูปเลี้ยงชีพ มีเพศตามที่กล่าวแล้ว สวมรองเท้าทองยืนอยู่.
บทว่า ปาหุกา โอรุหิตฺวาน แปลว่า ลงจากรองเท้า อธิบายว่า
ถอดรองเท้าทอง.
บทว่า ปญฺชลีกตา ความว่า นางคือหญิงแพศยา ประคองอัญชลี
กล่าวกะเรา อีกอย่างหนึ่ง เว้นคำอื่น ๆ ที่เนื่องกันมาเสีย นางได้กล่าวเอง
คือด้วยตนเองทีเดียว.
บทว่า สณฺเหน ได้แก่ กลมเกลี้ยง.
บทว่า มุทุนา แปลว่า อ่อนหวาน. แม้จะไม่กล่าวคำว่า วจเนน
ก็ย่อมเป็นอันกล่าว เพราะกล่าวคำว่า อภาสถ ไว้.
ด้วยบทว่า ยุวาสิ ตฺวํ ปพฺพชิโต นี้ ท่านแสดงความว่า ท่านเมื่อ
บวชก็เป็นคนหนุ่มแน่นบวช เมื่อจะบวชควรบวชในเมื่ออายุถึง ๗๐ ปี
มิใช่หรือ.
บทว่า ติฏฺาหิ มม สาสเน ความว่า ท่านจงตั้งอยู่ในถ้อยคำของ
เราเถิด. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็คำนั้นเป็นอย่างไร ? นางจึงกล่าวว่า
จงบริโภคกามอันเป็นของมนุษย์เถิด. บุคคลผู้ประสงค์จะบริโภคกาม
ต้องปรารถนารูปสมบัติ วัยสมบัติ บริขารสมบัติ และโภคสมบัติ. ในสมบัติ
เหล่านั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เราจักมีโภคสมบัติมาแต่ไหน เพราะเหตุนั้น
นางจึงกล่าวว่า ดิฉันจะให้ทรัพย์อันเป็นเครื่องปลื้มใจแก่ท่าน. พระเถระ
จะพึงสำคัญว่า คำนี้นั้นจะพึงเชื่อได้อย่างไร เพราะเหตุนั้น นางเมื่อจะ