Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 340

เล่ม มมร. 52 หน้า 340 ข้อ 371
อุปราช ทรงใช้พระอุบายอย่างหนึ่ง ทำพระกนิษฐภาดานั้น ให้มีความ เลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา. วันหนึ่ง ติสสกุมารนั้นเข้าไปหานายพรานเนื้อ แล้ว มองเห็นพระโยนกมหาธรรมรักขิตเถระในป่า ซึ่งช้างตัวประเสริฐ กำลังจับกิ่งไม้สาละนั่งพัดถวาย จึงเกิดความเลื่อมใสคิดว่า โอ ! หนอ เรา บวชแล้ว พึงเป็นดุจพระมหาเถระนี้ อยู่ในป่าบ้าง. พระเถระทราบถึงความเป็นไปแห่งจิตของเขา เมื่อเขากำลังเห็นอยู่ นั่นแหละ จึงเหาะขึ้นสู่อากาศแล้วมายืนบนน้ำแห่งสระโบกขรณี ใน อโศการาม ไม่ทำให้น้ำแตกแยกกันแล้ว คล้องจีวรและผ้าอุตราสงค์บน อากาศ เริ่มจะอาบน้ำ. พระกุมาร เห็นอานุภาพของพระเถระแล้ว มีความเลื่อมใสเป็น อย่างยิ่ง กลับจากป่าแล้วเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ แล้วกราบทูลแด่พระราชา ว่า หม่อมฉันจักบวช ดังนี้. พระราชาทรงอ้อนวอนพระกุมารนั้นมีประการ ต่าง ๆ ก็ไม่อาจจะล้มเลิกความประสงค์ที่จะบวชได้. พระกุมารนั้นเป็น อุบาสก เมื่อปรารถนาถึงความสุขในการบวช จึงกล่าวคาถา ๖ คาถา๑ เหล่านี้ว่า :- ถ้าไม่มีผู้อื่นอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังเรา ความสบาย ใจอย่างยิ่ง คงจะมีแก่เราผู้อยู่ในป่าผู้เดียว มิฉะนั้นเรา ผู้เดียวจักไปสู่ป่าอันพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า ความ ผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุผู้อยู่แต่ผู้เดียว มีใจเด็ดเดี่ยว เรา ผู้เดียว เป็นผู้ชำนาญในสิ่งที่เป็นประโยชน์ จักเข้าไปสู่ ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๑.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka