ก็ชนเหล่านั้นทั้งหมด ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงพากันขอ
บวชกะพระศาสดา. พระศาสดาตรัสกะชนเหล่านั้นว่า พวกเธอ จงเป็น
ภิกษุมาเถิด. การบรรพชาและอุปสมบทนั้นนั่นแล จึงได้มีแล้วแก่ชน
เหล่านั้น. พระศาสดาทรงอาศัยภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปนั้น จึงได้เสด็จไปยัง
พระเชตวัน โดยอากาศ.
ต่อมาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพวกภิกษุผู้เป็นอันเต-
วาสิกของท่านมหากัปปินะนั้นว่า ภิกษุทั้งหลายกัปปิยนะแสดงธรรมแก่ภิกษุ
ทั้งหลายบ้างไหม ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระเถระย่อมไม่แสดง, ท่านเป็นผู้ขวนขวายน้อยประกอบความเพียรอยู่ด้วย
ความสุขในทิฏฐิธรรมอยู่ ไม่ยอมให้แม้เพียงแต่โอวาท ดังนี้. พระศาสดา
จึงทรงให้เรียกหาพระเถระมาแล้ว ตรัสถามว่า กัปปินะ ได้ยินว่า เธอ
ไม่ยอมให้แม้เพียงโอวาทแก่พวกอันเตวาสิก จริงไหม ? พระเถระกราบทูล
ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า
พราหมณ์ เธออย่าทำอย่างนั้น, ตั้งแต่วันนี้ไป เธอจงแสดงธรรมแก่
พวกภิกษุผู้เข้าไปหาแล้ว. พระเถระรับพระดำรัสพระศาสดา ด้วย
เศียรเกล้าว่า ดีละ พระพุทธเจ้าข้า แล้วให้พระสมณะ ๑,๐๐๐ รูปดำรงอยู่
ในพระอรหัต ด้วยโอวาทเพียงครั้งเดียวเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น พระ-
ศาสดาเมื่อจะตั้งตำแหน่งพระเถระผู้สาวกของพระองค์ ตามลำดับ จึงทรง
ตั้งเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุผู้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย. ต่อมาวัน
หนึ่ง พระเถระ เมื่อจะกล่าวสอนนางภิกษุณีทั้งหลาย จึงกล่าวคาถา๑เหล่า
นี้ว่า :-
๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๒. ั้