จริงอยู่ ชีวิตของคนมีปัญญา ชื่อว่า เป็นอยู่ได้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พุทธาทิบัณฑิตกล่าวถึงคนที่เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่า มี
ชีวิตประเสริฐ ดังนี้เป็นต้น.
ส่วนคนมีปัญญาทราม เพราะไม่ได้ปัญญา ย่อมทำประโยชน์ที่เป็น
ไปในทิฏฐิธรรม และประโยชน์ที่เป็นไปในสัมปรายิกภพ ให้ฉิบหายไป
แม้จะมีทรัพย์สมบัติ ก็เป็นอยู่ไม่ได้ เพราะได้รับการติเตียนเป็นต้น ชื่อ
ว่า ความเป็นอยู่ ย่อมไม่มีแก่เขา, อีกอย่างหนึ่ง เพราะตนไม่รู้จักอุบาย
ทรัพย์ตามที่สะสมไว้ ก็ย่อมพินาศไป แม้ชีวิต ก็ไม่สามารถเพื่อจะรักษา
ไว้ได้เลย, เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า แม้ปาริหาริยปัญญา พวกท่าน
ก็พึงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงอานิสงส์แห่งปัญญา พระเถระจึงกล่าวคาถาที่ ๕
ว่า ปญฺา สุตวินิจฺฉินี ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺา สุตวินิจฺฉินี ความว่า ธรรมดา
ว่า ปัญญานี้นั้น เป็นเครื่องตัดสินสิ่งที่ตนฟังมาแล้ว คือตัดสินชี้ขาดใน
ประโยชน์ที่ตนฟังมาแล้ว คือที่มาปรากฏทางโสตประสาท โดยใจความ
เป็นต้นว่า นี้เป็นอกุศล, นี้เป็นกุศล, นี้เป็นสิ่งมีโทษ, นี้เป็นสิ่งไม่มีโทษ
ดังนี้.
บทว่า กิตฺติสิโลกวทฺธนี ความว่า เป็นความเจริญด้วยเกียรติคุณ
และความสรรเสริญต่อหน้า คือมีความสรรเสริญแผ่ไปทั่วเป็นสภาพ จริง
อยู่ เกียรติคุณเป็นต้น ย่อมมีแก่ผู้มีปัญญาเท่านั้น เพราะมีวิญญูชนทั้งหลาย
สรรเสริญเป็นธรรมดา.