Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 440

เล่ม มมร. 52 หน้า 440 ข้อ 379
ในที่นั้น ๆ ให้เป็นกอง แล้วใส่ในตะกร้าหาบหลีกไป เห็นพระศาสดา แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์กำลังเสด็จมาอยู่ พรั่นพรึงมีหทัยวุ่นวายชื่นชมอยู่ และเมื่อไม่ได้โอกาสเป็นที่แอบซ่อน จึงวางหาบไว้ที่ข้างฝาเรือน ได้ยืน แอบฝาประคองอัญชลีโดยข้างหนึ่ง เหมือนตามเข้าไป อาจารย์บางพวก กล่าวว่า ท่านประสงค์จะหลีกไปโดยทางช่องฝาก็มี. พระศาสดาเสด็จถึงที่ใกล้เธอ ทรงพระดำริว่า ผู้นี้ชื่นชมเราผู้อัน กุศลมูลกระตุ้นเตือนตนอยู่ แม้ในที่พร้อมหน้าก็ยังละอาย เพราะมีชาติ และกรรมเลว เอาเถิด เราจะให้เธอเกิดความแกล้วกล้า ดังนี้. จึงตรัส เรียกว่าสุนีตะ ด้วยพระสุรเสียงดุจเสียงพรหมอันลึกซึ้ง บันลือไปทั่วนคร ด้วยเสียงไพเราะอ่อนหวานดังเสียงนกการะเวก แล้วตรัสว่า เพราะความ เป็นอยู่ลำบากนี้ เธอจักอาจเพื่อจะบวชได้ไหม ?. สุนีตะถูกพระดำรัสของ พระศาสดารดเฉพาะ เหมือนถูกรดด้วยน้ำอมฤต จึงเสวยปีติและโสมนัส อย่างยิ่ง จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าแม้บุคคลทั้งหลายผู้ เช่นข้าพระองค์ ย่อมได้บวชในที่นี้ไซร้ เพราะเหตุไร ถ้าพระองค์จักไม่ บวช ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงให้ข้าพระองค์ได้บวชเถิด. พระศาสดาตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด ในขณะนั้นนั่นเอง ท่านได้ บรรพชาและอุปสมมทโดยเอหิภิกษุภาวะ ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วย ฤทธิ์ เป็นราวกะว่าพระเถระ ๖๐ พรรษา ได้อยู่ในสำนักพระศาสดา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำท่านไปยังวิหาร ตรัสบอกกรรมฐานแล้ว . ท่าน ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้บังเกิดก่อน แล้วเจริญวิปัสสนา ได้ เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ เทพมีท้าวสักกะเป็นต้น และพรหมเข้าไปหาท่านแล้ว นมัสการ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka