Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 442

เล่ม มมร. 52 หน้า 442 ข้อ 379
อุปสมบทแล้ว อยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน ได้ทำ ตามดำรัสของพระศาสดาผู้พิชิตมารที่ทรงสั่งสอนเรา ใน ราตรีปฐมยาม เราก็ระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ ในมัชฌิม- ยาม ก็ได้ทิพยจักษุ ในปัจฉิมยาม เราก็ทำลายกองแห่ง ความมืด คืออวิชชาได้ ครั้นรุ่งราตรีพระอาทิตย์อุทัย เทพเจ้าเหล่าอินทร์และพรหมทั้งหลาย พากันประนม อัญชลีนมัสการเรา พร้อมกับกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็น บุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็น อุดมบุรุษ ขอนอบน้อมต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้สิ้นอาสวะ เป็นทักขิไณยบุคคล ลำดับนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเราห้อมล้อมด้วยหมู่เทพเจ้า จงได้ทรงยิ้มแย้มและได้ตรัสเนื้อความนี้ว่า บุคคลชื่อว่า เป็นพราหมณ์เพราะคุณธรรม ๔ ประการ คือ ตบะ ๑ พรหมจรรย์ ๑ สัญญมะ ๑ ทมะ ๑ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๔ ประการ มีตบะ เป็นต้นนั้นว่า เป็นพราหมณ์ผู้อุดม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นีเจ ได้แก่ ลามก คือเลวกว่าตระกูล ทั้งปวง. จริงอยู่ ภาวะที่ตระกูลสูงและต่ำหมายเอาสัตว์ทั้งหลาย. ก็พระ- เถระนี้ เมื่อจะแสดงความที่ตนเกิดในตระกูลเลวทราม ซึ่งเลวกว่าตระกูล ทั้งปวง จึงกล่าวว่า เราเกิดในตระกูลต่ำ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นีเจ ซึ่งแปลว่า ลามก คือเลวกว่าตระกูลทั้งปวง.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka