บทว่า สํยุคํ ความว่า แอกที่เขาเทียมไว้ที่คอของตน ไม่ว่างเลย
คือไม่ปลงลงเลย. โคใดยกขึ้นให้ดี ไม่ทอดทิ้งแอกยืนอยู่.
บทว่า เอวํ ความว่า โคนั้นนำแอกไปไม่ทอดทิ้ง คือไม่สละภาระ
ของตน เพราะตนเป็นโคอาชาไนยที่ดี และเพราะตนเป็นนักปราชญ์
ผู้แกล้วกล้าฉันใด ชนเหล่าใด ทรงไว้ บริบูรณ์ด้วยปัญญา ทั้งที่เป็นโลกิยะ
และโลกุตระ เหมือนมหาสมุทรบริบูรณ์ด้วยน้ำฉันนั้น ชนเหล่านั้น ย่อม
ไม่ดูหมิ่น คือย่อมไม่ข่มขู่ผู้มีปัญญาทราม ท่านกล่าวเหตุในข้อนั้นไว้ด้วย.
บทว่า อริยธมฺโมว ปาณินํ ความว่า ธรรมของพระอริยะทั้งหลายนี้
ของสัตว์ทั้งหลาย คือในสัตว์ทั้งหลาย ก็คือความไม่ดูหมิ่นคนเหล่าอื่น
ด้วยความไม่มีลาภเป็นต้น ด้วยการยกตนด้วยลาภเป็นต้น เพราะถึงความ
บริบูรณ์ด้วยปัญญาของพระอริยะเหล่านั้น.
เพื่อจะแสดงการอยู่เป็นสุขของพระอริยะทั้งหลาย ด้วยความบริบูรณ์
ด้วยปัญญาอย่างนี้ แล้วจึงแสดงการอยู่เป็นทุกข์ ของบุคคลผู้ไม่ใช่
พระอริยะทั้งหลาย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กาเล ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเล ความว่า ในกาลมีความ
พรั่งพร้อม ด้วยการมีลาภและการเสื่อมลาภเป็นต้น.
บทว่า กาลวสํ ปตฺตา ความว่า เข้าถึงอำนาจแห่งกาลมีลาภ
เป็นต้น . อธิบายว่า เกิดโสมนัสด้วยลาภเป็นต้น และเกิดโทมนัสด้วยการ
เสื่อมลาภเป็นต้น.
บทว่า ภวาภววสํ คตา ความว่า คนเหล่านั้นเข้าถึงอำนาจภพน้อย
ภพใหญ่ คือเป็นไปตามความเจริญและความเสื่อม.