Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 496

เล่ม มมร. 52 หน้า 496 ข้อ 383
ยังสำนักตน จึงทูลลาพระศาสดาเข้าไปยังป่าหิมวันต์ อันช้างชื่อว่า ฉัท- ทันตะ อุปัฏฐากอยู่ จึงได้อยู่ที่ฝั่งสระฉัททันตะสิ้น ๑๒ ปี. วันหนึ่ง ท้าวสักกเทวราชเสด็จเข้าไปหาพระเถระผู้อยู่ในที่นั้น ด้วยอาการอย่างนั้น ทรงบังคมแล้วประทับยืนอยู่ จึงตรัสอย่างนี้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดีละ ขอ พระผู้เป็นเจ้าจงแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า. พระเถระแสดงธรรม ด้วยพุทธ- ลีลา อันมีห้องคือสัจจะ ๔ อันลักษณะ ๓ กระทบแล้ว อันเกี่ยวด้วยภาวะ ที่ว่างเปล่า วิจิตรด้วยนัยต่าง ๆ อันหยั่งลงในอมตธรรม. ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับดังนั้นแล้ว เมื่อจะทรงประกาศความ เลื่อมใสของตน จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า ข้าพเจ้านั้นได้ฟังธรรมมีรสอันประเสริฐ จึงเกิดความ เลื่อมใสอย่างยิ่ง ธรรมอันคลายความกำหนัด เพราะ ไม่ยึดถือมั่น โดยประการทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้แสดงไว้แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอส ภิยฺโย ปสีทามิ สุตฺวา ธมฺมํ มหารสํ ความว่า แม้ถ้าเราฟังธรรมในสำนักพระศาสดาหลายครั้ง แล้ว เลื่อมใสยิ่งในธรรมนั้น ก็บัดนี้ เรานั้นฟังธรรมที่ท่านแสดงแล้วมีรสมาก เพราะวิจิตรด้วยนัยต่าง ๆ และเพราะมีการเสพคุ้นโดยมาก จึงเลื่อมใส อย่างยิ่งกว่านั้น . บทว่า วิราโค เทสิโต ธมฺโม อนุปาทาย สพฺพโส ความว่า ชื่อว่า ผู้ปราศจากราคะ เพราะคลายจากสังกิเลสทั้งปวง และสังขารทั้งปวง ได้แก่ ยังวิราคธรรมให้เกิด. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ชื่อว่า แสดงธรรม
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka