เท่านั้น โดยที่แท้ แม้เทวดาทั้งหลาย ในโลกธาตุหาประมาณมิได้ ก็ย่อม
นอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
ด้วยบทว่า อิติ เม อรหโต สุตํ นี้ ท่านแสดงว่า คำอย่างนี้
คือคำที่เราสดับมาแล้วอย่างนี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อรหันต์
และของพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น ผู้กล่าวคำมีอาทิว่า สตฺถา เทวมนุสฺ-
สานํ ด้วยเหตุมีความเป็นผู้ไกล (จากกิเลส) เป็นต้น.
บทว่า สพฺพสํโยชนาตีตํ ความว่า ผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งหมด ๑๐
ด้วยมรรค ๔ ตามสมควรพร้อมด้วยวาสนา.
บทว่า วนา นิพฺพนมาคตํ ความว่า ผู้เข้าถึงความเบื่อหน่าย อัน
เว้น จากป่าคือกิเลสนั้น.
บทว่า กาเมหิ เนกฺขมฺมรตํ ความว่า ออกจากกามโดยประการทั้ง
ปวง แล้วยินดีในเนกขัมมะ ต่างด้วยบรรพชา ฌานและวิปัสสนาเป็นต้น.
บทว่า มุตฺตํ เสลาว กญฺจนํ ความว่า เหมือนทองคำอันพ้นแล้ว
จากหิน เพราะมีสภาวะเป็นทองแท้ที่กำจัดสิ่งมิใช่ทองออกแล้ว. มีวาจา
ประกอบความว่า แม้เทวดาทั้งหลายก็ย่อมนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์นั้น.
บทว่า ส เว อจฺจรุจิ นาโค ความว่า พระองค์ไม่กระทำบาปโดย
ส่วนเดียว ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่ เป็นผู้มีกำลังเหมือนช้าง เพราะฉะนั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้พระนามว่า นาค.
บทว่า อจฺจรุจิ ความว่า พระองค์รุ่งเรื่องพ้นโลกนี้พร้อมทั้งเทว-
โลก ด้วยความรุ่งเรื่องแห่งพระกายและพระญาณของพระองค์. เหมือน
อะไร ? เหมือนขุนเขาหิมวันต์รุ่งเรื่องล่วงภูเขาเหล่าอื่นฉะนั้น อธิบายว่า
พระองค์ทรงรุ่งเรืองยิ่ง เหมือนขุนเขาหิมวันต์ รุ่งเรื่องล่วงภูเขาเหล่าอื่น