บทว่า อาทิตฺตาว ฆรา มุตฺโต ความว่า บุคคลไร ๆ ออกจาก
เรือนที่ถูกไฟไหม้รอบด้าน กำลังลุกโชติช่วง จากนั้นย่อมไม่เศร้าโศก
เพราะออกไปได้ฉันใด ท่านผู้มีอาสวะสิ้นแล้วย่อมไม่เศร้าโศก เพราะ
การตายเป็นเหตุก็ฉันนั้น.
บทว่า ยทตฺถํ สงฺคตํ กิญฺจิ ความว่า ความเกี่ยวข้องอย่างใดอย่าง
หนึ่ง คือการสมาคมกัน การประชุมร่วมกันกับสัตว์หรือสังขารทั้งหลาย
มีอยู่ คือหาได้อยู่ในโลกนี้. บาลีว่า สงฺขตํ ดังนี้ก็มี, ความแห่งบาลีนั้น
ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันปัจจัยอาศัยกันเกิดขึ้นสร้างไว้ คืออาศัยกันเกิดขึ้น
บทว่า ภโว วา ยตฺถ ลพฺภติ ความว่า ย่อมได้อุปบัติภพใด
ในหมู่สัตว์ใด.
บทว่า สพฺพํ อนิสฺสรํ เอตํ ความว่า สิ่งทั้งหมดนั้นเว้นจาก
ความเป็นอิสระ คือใคร ๆ ไม่อาจแผ่ความเป็นใหญ่ไปในโลกนี้ว่า จงเป็น
อย่างนั้น.
บทว่า อิติ วุตฺตํ มเหสินา ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้
แสวงหาคุณอันใหญ่ ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา.
เพราะฉะนั้น จึงมีวาจาประกอบความว่า ผู้รู้แจ้งว่า สิ่งนั้นไม่เป็นใหญ่
ดังนี้ จึงไม่เศร้าโศกเพราะความตาย.
บทว่า น คณฺหาติ ภวํ กิญฺจิ ความว่า พระอริยสาวกใด
รู้ชัดภพทั้ง ๓ นั้น โดยประการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงแสดงไว้
โดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้ ด้วยมรรคปัญญา
อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา พระอริยสาวกนั้นย่อมไม่ยึดถือภพไร ๆ จะ
เป็นภพน้อยหรือภพใหญ่ก็ตาม อธิบายว่า ไม่กระทำความอยากในภพนั้น