บทว่า ติณกฏฺสมํ โลกํ ความว่า เมื่อใครๆ ถือเอาหญ้าและ
ไม้ที่เขาไม่หวงแหนในป่า คนอื่นย่อมไม่มีความคิดว่า ผู้นี้ถือเอาสิ่งของ
ของเราฉันใด บุคคลนั้นก็ฉันนั้น ในกาลใด ย่อมเห็นด้วยปัญญาซึ่ง
สังขารโลกอันเสมอด้วยหญ้าและไม้ เพราะความเป็นของไม่มีเจ้าของ ใน
กาลนั้น บุคคลนั้นเมื่อไม่รู้คือไม่ประสบ ไม่ได้คือไม่กระทำความเป็น
ของเราในสังขารโลกนั้น.
บทว่า นตฺถิ เม ความว่า ย่อมไม่เศร้าโศกว่า นั้นเป็นเราหนอ
สิ่งนั้นไม่มีแก่เรา.
บทว่า อุกฺกณฺามิ สรีเรน ความว่า เรารำคาญกายนี้อันไม่มีสาระ
บรรเทาได้ยากเป็นทุกข์อันรู้อะไรไม่ได้ มีสภาพไม่สะอาด มีกลิ่น
เหม็น น่าเกลียด และปฏิกูล คือเราเบื่อหน่ายกายนี้ดำรงอยู่อย่างนี้.
บทว่า ภเวนมฺหิ อนตฺถิโก ความว่า เราไม่ต้องการภพเเม้ทุก
อย่าง คือ เราไม่ปรารถนาภพไรๆ.
บทว่า โสยํ ภิชฺชิสฺสติ กาโย ความว่า บัดนี้ กายของเรานี้
จักแตกด้วยประโยค คือการกระทำของท่าน หรือจักแตกไปในที่อื่นโดย
ประการอื่น.
บทว่า อญฺโ จ น ภวิสฺสติ ความว่า กายอื่นจักไม่มีแก่เรา
ต่อไป เพราะไม่มีภพใหม่.
บทว่า ยํ โว กิจฺจํ สรีเรน ความว่า ถ้าท่านทั้งหลายมีประ-
โยชน์ใดด้วยสรีระนี้ จงทำประโยชน์นั้นตามที่ท่านทั้งหลายปรารถนา. บท
ว่า น เม ตปฺปจฺจยา ความว่า มีสรีระนั้นเป็นนิมิต คือมีการกระทำ
กิจตามที่พวกท่านปรารถนาด้วยสรีระนี้เป็นเหตุ.