ว่าปาราปริยะ ตามโคตร. เขาเรียนไตรเพทถึงความสำเร็จในศิลปะทั้ง-
หลายของพราหมณ์ วันหนึ่ง ในเวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม ได้ไป
ยังพระเชตวันวิหารแล้วนั่งอยู่ท้ายบริษัท.
พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของเขาแล้วทรงแสดง อินทริยภาวนา
สูตร เขาได้ฟังแล้วได้ศรัทธาแล้วบวช เรียนเอาพระสูตรนั้นแล้ว คิด
เนือง ๆ ถึงเนื้อความแห่งพระสูตรนั้น. ก็เนื้อความนี้นั้นจักมีแจ้งเฉพาะใน
คาถาทั้งหลาย โดยประการที่ท่านคิดอยู่เนือง ๆ. ท่านเมื่อคิดค้นอยู่โดย
ประการนั้น จึงเริ่มตั้งวิปัสสนาโดยเอาอายตนะเป็นประธาน ไม่นานนัก
ก็ได้บรรลุพระอรหัต. กาลต่อมา เมื่อจะประกาศอาการที่ตนคิด จึงได้
กล่าวคาถาเหล่านี้ ความว่า
ความคิดได้มีแล้วแก่ภิกษุชื่อว่าปาราปริยะ ผู้สมณะ
นั่งอยู่ผู้เดียว มีจิตสงบ เพ่งฌาน. บุรุษพึงทำอะไรโดย
ลำดับ พึงประพฤติวัตรอย่างไร ประพฤติมารยาทอย่างไร
จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำกิจของตนและชื่อว่าไม่เบียดเบียนใคร ๆ.
อินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมมีเพื่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
แก่มนุษย์ทั้งหลาย อินทรีย์ที่ไม่รักษาย่อมไม่เป็นไปเพื่อ
ประโยชน์ อินทรีย์ที่รักษาย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์.
บุรุษผู้รักษาและคุ้มครองอินทรีย์นั่นแหละ จึงชื่อว่าเป็นผู้
กระทำกิจของตน และชื่อว่าไม่เบียดเบียนใคร ๆ. ถ้า
ผู้ใดไม่ห้ามจักขุนทรีย์อันเป็นไปในรูปทั้งหลาย เป็นผู้
ยังไม่เห็นโทษ ผู้นั้นย่อมไม่พ้นจากทุกข์ได้เลย. อนึ่ง
ผู้ใดไม่ห้ามโสตินทรีย์อันเป็นไปในเสียงทั้งหลาย ยังไม่