Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 22

เล่ม มมร. 53 หน้า 22 ข้อ 386
เห็นโทษ ผู้นั้นย่อมไม่พ้นจากทุกข์ได้เลย. ถ้าผู้ใดไม่ เห็นอุบายเครื่องสลัดออก ซ่องเสพในกลิ่น ผู้นั้นเป็นผู้ หมกมุ่นอยู่ในกลิ่น ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์. ผู้ใดมัวแต่ คำนึงถึงรสเปรี้ยว รสหวาน และรสขม เป็นผู้กำหนัด ยินดีด้วยตัณหาในรส ไม่รู้สึกถึงความคิดในใจ (อันเกิดขึ้น ในขณะบรรพชาว่าจักทำที่สุดทุกข์) ผู้นั้นย่อมไม่พ้นไป จากทุกข์. ผู้ใดมัวนึกถึงโผฏฐัพพะอันสวยงาม ไม่ ปฏิกูล ยินดีแล้ว ผู้นั้นย่อมได้ประสบทุกข์มีประการต่าง ๆ อันมีราคะเป็นเหตุ. ก็ผู้ใดไม่อาจรักษาใจจากธรรม เหล่านี้ เพราะการไม่รักษาใจนั้น ทุกข์จากอารมณ์ทั้ง ๕ นั้น ย่อมติดตามผู้นั้นไป. ร่างกายนี้เต็มไปด้วยหนอง เลือด และซากศพ เป็น อันมาก เป็นดุจสมุกอันนายช่างผู้ฉลาดทำไว้ เป็นของ เกลี้ยงเกลาจิตรงดงาม. คนพาลย่อมไม่รู้สึกว่าร่างกายนี้ เป็นของเผ็ดร้อน มีรสหวานชื่นใจ ผูกพันด้วยความรัก เป็นทุกข์ ฉาบไล้ไว้ด้วยสิ่งที่น่าชื่นใจ เหมือนมีดโกนอัน ทาด้วยน้ำผึ้งฉะนั้น. บุคคลผู้กำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะของหญิง ย่อมประสบทุกข์มี ประการต่าง ๆ. กระแสตัณหาในหญิงทั้งปวงย่อมไหล ไปในทวารทั้ง ๕ ของบุรุษ ผู้ใดมีความเพียรสามารถ ป้องกันกระแสตัณหาเหล่านั้นได้ ผู้นั้นตั้งอยู่ในอรรถ ตั้ง อยู่ในธรรม เป็นผู้ขยัน มีปัญญาเครื่องพิจารณา แม้จะ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka