Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 104

เล่ม มมร. 53 หน้า 104 ข้อ 390
เรารู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เจริญธรรมที่ควรเจริญ ละ ธรรมที่ควรละ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นพระพุทธเจ้า นะพราหมณ์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิญฺเยฺยํ ได้แก่ สัจจะ ๔ คือ อริยสัจ ๔, จริงอยู่ คำว่า อภิญฺเยํ นั่น เป็นศัพท์สามัญทั่วไปแก่ สัจจะ และอริยสัจ ๔. บรรดาอริยสัจเหล่านั้น มรรคสัจใดควรเจริญ และสมุทัยสัจใด ควรละ แม้นิโรธสัจและทุกขสัจอันเป็นตัวผลของมรรคสัจและสมุทัยสัจนั้น ก็ย่อมเป็นอันถือเอาด้วยศัพท์ทั้งสองนั้น เพราะผลสำเร็จได้ด้วยศัพท์อัน เป็นเหตุเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น แม้คำนี้ว่า เราทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้ แจ้ง เรากำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ดังนี้ ก็เป็นอันกล่าวไว้แน่นอนใน คาถานั้น. อีกอย่างหนึ่ง ก็คำว่า เรารู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งนี้ พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงประกาศความเป็นผู้ตรัสรู้พร้อม ในการรู้ยิ่งซึ่งไญยธรรม แม้ทั้งปวง โดยอุเทศ เมื่อจะทรงแสดงเอกเทศส่วนหนึ่งแห่งความเป็น ผู้ตรัสรู้พร้อมนั้น โดยนิเทศ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า และเราเจริญ แล้วซึ่งธรรมที่ควรเจริญ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยคำว่า เราเจริญธรรมที่ควรเจริญ ละธรรม ที่ควรละ นี้ ย่อมเป็นอันระบุพระพุทธคุณแม้ทั้งสิ้น เพราะมีการเจริญ และการละนั้นเป็นมูล โดยมุขคือการระบุถึงญาณสัมปทาและปหานสัมปทา ของพระองค์ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า เพราะฉะนั้น เราจึง เป็นพระพุทธเจ้า นะพราหมณ์.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka