เป็นอารมณ์ ทำอริยมรรคให้เกิดขึ้น ชื่อว่าย่อมฝึกตน ส่วนท่านผู้บรรลุ
พระอรหัตแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ฝึกเสร็จแล้ว.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะประกาศอาการที่พระศาสดาผู้ทรงเป็นดุจสารถี
ฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้ฝึกตน และความกตัญญู จึงได้กล่าวคาถา ๕ คาถา
มีอาทิว่า ทณฺเฑเนเก ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทณฺเฑเนเก ทมยนฺติ ความว่า พระ-
ราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น ย่อมฝึกข้าศึกเป็นต้น ด้วย
อาชญา และด้วยหมู่พลมีช้างและม้าเป็นต้น และนายโคบาลเป็นต้น ย่อม
ฝึกโคเป็นต้น ด้วยท่อนไม้และด้วยไม้เท้า นายควาญช้างย่อมฝึกช้างด้วย
ขอ และอาจารย์ผู้ฝึกม้า ย่อมฝึกม้าด้วยแส้.
บทว่า อทณฺเฑน อสตฺเถน อหํ ทนฺโตมฺหิ ตาทินา ความว่า
ส่วนเราเป็นผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ถึงภาวะเป็นผู้คงที่ในอารมณ์
มีอิฏฐารมณ์เป็นต้น ทรงเว้นจากอาชญา ทรงเว้นจากศาสตรา ฝึกแล้ว
คือทรมานแล้วได้แก่กระทำให้หมดพยศแล้ว โดยภาวะที่ทรงวางอาชญา
และวางศาสตรา.
บทว่า อหึสโกติ เม นามํ หึสกสฺส ปุเร สโต ความว่า ในกาล
ก่อนแต่ได้สมาคมกับพระศาสดา เราเป็นผู้เบียดเบียน ได้มีแต่เพียงชื่อว่า
ผู้ไม่เบียดเบียน.
บทว่า อชฺชาหํ ความว่า ก็บัดนี้ เราเป็นผู้มีนามจริง คือนามแท้
ว่า อหิงสกะ ผู้ไม่เบียดเบียน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่เบียดเบียน คือไม่
เบียดเบียนสัตว์แม้ไร ๆ, ศัพท์ว่า น เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า วิสฺสุโต ได้แก่ เป็นผู้ปรากฏ โดยนัยมีอาทิว่า เป็นผู้มัก
ฆ่าสัตว์ หยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด.