Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 167

เล่ม มมร. 53 หน้า 167 ข้อ 393
ภิกษุรูปนั้นย่อมเห็นเทพเจ้าทั้งหลายได้ตามความประสงค์. เมื่อก่อนเรามีนามว่า อันนภาระ เป็นคนยากจนเที่ยว รับจ้างหาเลี้ยงชีพ ได้ถวายอาหารแก่พระอุปริฏฐปัจเจก- พุทธเจ้า ผู้เป็นสมณะผู้เรื่องยศ. เพราะบุญกรรมที่ได้ทำ มาแล้ว เราจึงได้มาเกิดในศากยตระกูล พระประยูรญาติ ได้ขนานนามให้เราว่า อนุรุทธะ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วย การฟ้อนรำและขับร้อง มีเครื่องดนตรีบรรเลงปลุกให้ รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า ต่อมาเราได้เห็นพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ ได้ยังจิตให้ เลื่อมใสในพระองค์ท่านแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต เราระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ เราได้เคยเป็นท้าวสักกรินทร์ เทวราช อยู่ดาวดึงส์เทพพิภพมาแล้ว เราได้ปราบปราม ไพรีพ่ายแพ้แล้ว ขึ้นผ่านสมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอมมนุษย์นิกรในชมพูทวีป มีสมุทรสาครทั้ง ๔ เป็น ขอบเขต ๗ ครั้ง ได้ปกครองปวงประชานิกรโดยธรรม ด้วยไม่ต้องใช้อาชญาหรือศาสตราใด ๆ เราระลึกชาติหน หลังในคราวที่อยู่ในมนุษยโลกได้ ดังนี้ คือเป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ๗ ชาติ เป็นพระอินทร์ ๗ ชาติ รวมการ ท่องเที่ยวอยู่เป็น ๑๔ ชาติด้วยกัน. ในเมื่อสมาธิอันประ- กอบด้วยองค์เป็นธรรมอันเอกปรากฏขึ้น ที่เราได้ความ สงบระงับกิเลส ทิพยจักษุของเราจึงบริสุทธิ์. เราดำรงอยู่ ในฌานอันประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ รู้จุติและอุปบัติ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka