Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 171

เล่ม มมร. 53 หน้า 171 ข้อ 393
บทว่า สโต จ โหติ อปฺปิจฺโฉ ความว่า ก็ในกาลใด บุคคล นี้ เสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้กัลยาณมิตร ฟังสัทธรรม ใส่ใจโดยแยบคาย เป็นผู้มีสติ และละความมักมากเสีย เป็นผู้มักน้อย. ในกาลนั้น ชื่อว่า เป็นผู้สันโดษ เพราะละความไม่สันโดษ. ชื่อว่าผู้ไม่ขัดเคือง เพราะละ ความฟุ้งซ่านอันกระทำความขัดเคืองจิต. ผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตเป็นสมาธิ ชื่อว่าผู้ยินดีในควานสงัด เพราะละการคลุกคลีกับหมู่ ชื่อว่า เป็นผู้สงัดแล้ว เพราะยินดียิ่งในความวิเวก ด้วยความหน่าย ( และ ) ด้วยความเอิบอิ่มใน ธรรม คือมีใจดี มีจิตยินดี ชื่อว่าปรารภความเพียร เพราะละความ เกียจคร้าน. บุคคลนั้นผู้ประกอบด้วยคุณ มีความมักน้อยเป็นต้นอย่างนี้ ย่อมมี โพธิปักขิยธรรมอันนับเนื่องในมรรค มี ๓๗ ประเภทมีสติปัฏฐานเป็นต้น อันสงเคราะห์เอาวิปัสสนา ๓ อย่าง ชื่อว่าเป็นกุศล เพราะอรรถว่าเกิด จากความฉลาด. บุคคลนั้นผู้ประกอบด้วยโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มี อาสวะ จำเดิมแต่ขณะแห่งอรหัตมรรค เพราะทำอาสวะทั้งหลายให้สิ้นไป ด้วยประการทั้งปวง อธิบายว่า ด้วยอำนาจการให้ถึงที่สุดในมหาปุริสวิตก ในป่าปาจีนวังสทายวัน อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ตรัสไว้ ดังนี้ คือด้วยประการอย่างนี้. บทว่า มม สงฺกปฺปมญฺาย ความว่า ทรงรู้ความดำริของเรา ผู้ปรารภมหาปุริสวิตกโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ สำหรับผู้มักน้อย ธรรมนี้ไม่ใช่สำหรับผู้มักมาก และซึ่งตั้งอยู่โดยภาวะ ไม่สามารถเพื่อจะให้มหาปุริสวิตกเหล่านั้นถึงที่สุดลงได้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka