บทว่า มโนมเยน ได้แก่ ดุจสำเร็จด้วยใจ อธิบายว่า เปลี่ยน
แปลงไปได้เหมือนกับเนรมิตด้วยใจ.
บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ ด้วยอธิษฐานฤทธิ์ซึ่งเป็นไปอย่างนี้ว่า
กายนี้จงเป็นเหมือนจิตนี้.
บทว่า ยทา เม อหุ สงฺกปฺโป มีวาจาประกอบความว่า ใน
กาลใด เราได้มีความปริวิตกว่า มหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ เป็นเช่นไรหนอแล
ในกาลนั้น ทรงทราบความดำริของเรา ได้เสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์.
บทว่า อุตฺตริ เทสยิ ความว่า ทรงแสดงสูงขึ้นให้มหาปุริสวิตก
ข้อที่ ๘ ครบบริบูรณ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้สำหรับผู้ไม่มีธรรมเครื่อง
เนิ่นช้าเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า ไม่ใช่สำหรับผู้มี
ธรรมเครื่องเนิ่นช้าเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีในธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า. ก็
พระเถระเมื่อจะแสดงธรรมที่ทรงแสดงแล้วนั้น จึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้า
ทรงยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า ทรงแสดงธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า.
อธิบายว่า กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ชื่อว่า ปปัญจธรรม ธรรม
เครื่องเนิ่นช้า โลกุตรธรรมทั้งหลายชื่อว่า นิปปปัญจธรรม ธรรมเครื่อง
ไม่เนิ่นช้า เพราะเข้าไปสงบระงับกิเลสเหล่านั้น และเพราะกิเลสเหล่านั้น
ไม่มี, พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยินดี คือทรงยินดียิ่งในธรรมเครื่องไม่
เนิ่นช้านั้น ได้ทรงแสดงธรรมตามที่ทรงบรรลุเช่นนั้น คือทรงประกาศ
พระธรรมเทศนาว่าด้วยสัจจะทั้ง ๔ ที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง.
บทว่า ตสฺสาหํ ธมฺมมญฺาย ความว่า เรารู้พระธรรมเทศนา
ของพระศาสดานั้นแล้ว ปฏิบัติตามที่ทรงพร่ำสอนอยู่ เป็นผู้ยินดี คือ
ยินดียิ่งในคำสอนอันสงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓.