Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 192

เล่ม มมร. 53 หน้า 192 ข้อ 394
บทว่า ปริตฺตา ทานิ ตาทิสา ความว่า บัดนี้ คือในกาลสุดท้าย ภายหลัง พระเถระทั้งหลายผู้เช่นนั้น คือผู้เห็นปานนั้นมีน้อย ท่านกล่าว อธิบายว่า มีเล็กน้อยทีเดียว. บทว่า กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมอันไม่มีโทษอันเป็นเครื่อง อุดหนุนแก่วิโมกข์ อันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพาน. บทว่า ปญฺาย จ ได้แก่ และแห่งปัญญาเห็นปานนั้น. บทว่า ปริกฺขยา ได้แก่ เพราะไม่มี คือเพราะไม่เกิดขึ้น. จริงอยู่ ในที่นี้ แม้ปัญญาก็พึงเป็นธรรมไม่มีโทษโดยแท้ แต่ถึงกระนั้น เพื่อจะ แสดงว่าปัญญามีอุปการะมาก จึงถือเอาปัญญานั้นเป็นคนละส่วน เหมือน คำว่า ปุญฺาณสมฺภารา เป็นธรรมอุดหนุนบุญและญาณฉะนั้น. บทว่า สพฺพาการวรูเปตํ ความว่า คำสอนของพระผู้มีพระภาค- ชินเจ้า อันประกอบด้วยอาการอันประเสริฐทั้งหมด คือด้วยความวิเศษ แต่ละประการ จะเสื่อมคือพินาศไป. ด้วยบทว่า ปาปกานญฺจ ธมฺมานํ กิเลสานญฺจ โย อุตุ เอาคำที่ เหลือมาเชื่อมความว่า ฤดูคือกาลแห่งบาปธรรมมีกายทุจริตเป็นต้น และ แห่งกิเลสมีโลภะเป็นต้นนี้นั้น ย่อมเป็นไป. บทว่า อุปฏฺิตา วิเวกาย เย จ สทฺธมฺมเสสกา ความว่า ก็ใน กาลเห็นปานนี้ ภิกษุเหล่าใด เข้าไปตั้ง คือปรารภความเพียรเพื่อต้องการ กายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก และภิกษุเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีพระ- สัทธรรมที่เหลือเป็นข้อปฏิบัติ. ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้:- ภิกษุทั้งหลายแม้เป็นผู้มีศีล และอาจาระอันบริสุทธิ์ก็มีอยู่ แต่บัดนี้ ภิกษุบางพวกยังบุรพกิจมีอาทิอย่างนี้ให้ถึงพร้อม คือทำอิริยาบถให้ดำรง
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka