บทว่า ปริตฺตา ทานิ ตาทิสา ความว่า บัดนี้ คือในกาลสุดท้าย
ภายหลัง พระเถระทั้งหลายผู้เช่นนั้น คือผู้เห็นปานนั้นมีน้อย ท่านกล่าว
อธิบายว่า มีเล็กน้อยทีเดียว.
บทว่า กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมอันไม่มีโทษอันเป็นเครื่อง
อุดหนุนแก่วิโมกข์ อันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพาน.
บทว่า ปญฺาย จ ได้แก่ และแห่งปัญญาเห็นปานนั้น.
บทว่า ปริกฺขยา ได้แก่ เพราะไม่มี คือเพราะไม่เกิดขึ้น. จริงอยู่
ในที่นี้ แม้ปัญญาก็พึงเป็นธรรมไม่มีโทษโดยแท้ แต่ถึงกระนั้น เพื่อจะ
แสดงว่าปัญญามีอุปการะมาก จึงถือเอาปัญญานั้นเป็นคนละส่วน เหมือน
คำว่า ปุญฺาณสมฺภารา เป็นธรรมอุดหนุนบุญและญาณฉะนั้น.
บทว่า สพฺพาการวรูเปตํ ความว่า คำสอนของพระผู้มีพระภาค-
ชินเจ้า อันประกอบด้วยอาการอันประเสริฐทั้งหมด คือด้วยความวิเศษ
แต่ละประการ จะเสื่อมคือพินาศไป.
ด้วยบทว่า ปาปกานญฺจ ธมฺมานํ กิเลสานญฺจ โย อุตุ เอาคำที่
เหลือมาเชื่อมความว่า ฤดูคือกาลแห่งบาปธรรมมีกายทุจริตเป็นต้น และ
แห่งกิเลสมีโลภะเป็นต้นนี้นั้น ย่อมเป็นไป.
บทว่า อุปฏฺิตา วิเวกาย เย จ สทฺธมฺมเสสกา ความว่า ก็ใน
กาลเห็นปานนี้ ภิกษุเหล่าใด เข้าไปตั้ง คือปรารภความเพียรเพื่อต้องการ
กายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก และภิกษุเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีพระ-
สัทธรรมที่เหลือเป็นข้อปฏิบัติ. ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้:-
ภิกษุทั้งหลายแม้เป็นผู้มีศีล และอาจาระอันบริสุทธิ์ก็มีอยู่ แต่บัดนี้
ภิกษุบางพวกยังบุรพกิจมีอาทิอย่างนี้ให้ถึงพร้อม คือทำอิริยาบถให้ดำรง