บทว่า อุปาเยน ได้แก่ ด้วยอุบายมีปริกถาเป็นต้น คือด้วยนัยอัน
จะยังปัจจัยให้เกิดขึ้น.
บทว่า สงฺกฑฺฒนฺติ แปลว่า รวบรวม.
บทว่า อุปฏฺาเปนฺติ ปริสํ ความว่า ยังบริษัทให้บำรุงตน คือ
สงเคราะห์บริษัท โดยประการที่บริษัทจะบำรุงตน.
บทว่า กมฺมโต ได้แก่ เพราะเหตุการงาน. จริงอยู่ ภิกษุเหล่านั้น
ให้บริษัทบำรุง เพราะมีการขวนขวายอันจะพึงทำแก่ตนเป็นเหตุ.
บทว่า โน จ ธมฺมโต ความว่า แต่ไม่ให้บำรุงเพราะเหตุแห่งธรรม
อธิบายว่า ไม่สงเคราะห์ด้วยการสงเคราะห์บริษัทผู้ดำรงอยู่ในสภาวะที่จะ
ยกขึ้นกล่าวอวด ซึ่งพระศาสดาทรงอนุญาตไว้.
บทว่า ลาภโต แปลว่า เหตุลาภ, ภิกษุเหล่านั้นตั้งอยู่ในอิจฉาจาร
ว่า มหาชนเมื่อยกย่องอย่างนี้ว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นพหูสูต เป็นผู้บอก
เป็นธรรมกถึก จักน้อมนำลาภสักการะมาเพื่อเราดังนี้ จึงแสดงธรรมแก่
คนอื่นเพราะลาภ.
บทว่า โน จ อตฺถโต ความว่า ประโยชน์นั้นใดอันภิกษุผู้กล่าว
พระสัทธรรม ตั้งอยู่ในธรรมมีวิมุตตายตนะเป็นประธานจะพึงได้ ย่อม
ไม่แสดงธรรมมีประโยชน์เกื้อกูล ต่างโดยประโยชน์ปัจจุบันนั้นเป็นต้น
เป็นนิมิต.
บทว่า สงฺฆลาภสฺส ภณฺฑนฺติ ความว่า ย่อมบาดหมางกัน คือ
ย่อมทำการทะเลาะกัน เพราะเหตุลาภสงฆ์ โดยนัยมีอาทิว่า ถึงแก่เรา
ไม่ถึงแก่ท่าน.