บทว่า เอวํ ได้แก่ โดยนัยที่กล่าวว่า เพราะความสิ้นไปแห่งกุศล-
ธรรมและปัญญา.
บทว่า นานปฺปยาตมฺหิ ได้แก่ เมื่อธรรมอันเป็นเครื่องทำลายมี
ประการต่าง ๆ ไปร่วมกันคือกระทำร่วมกัน อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสังกิเลส-
ธรรมเริ่มไปด้วยกัน คือดำเนินไปด้วยประการต่าง ๆ.
บทว่า น ทานิ สุกรํ ตถา ความว่า ในบัดนี้ คือในเวลานี้ซึ่งหา
กัลยาณมิตรได้ยาก และหาการฟังพระสัทธรรมอันเป็นสัปปายะได้ยาก ไม่
ใช่ทำได้โดยง่าย คือไม่อาจให้สำเร็จได้ เหมือนเมื่อพระศาสดายังทรง
พระชนม์อยู่ การถูกต้องคือการบรรลุฌานและวิปัสสนา ซึ่งยังไม่ได้ถูก
ต้อง คือยังไม่ได้บรรลุ หรือการอนุรักษ์คือการรักษา โดยประการที่
ธรรมซึ่งได้บรรลุแล้ว ไม่เป็นหานภาคิยะ หรือไม่เป็นฐิติภาคิยะให้เป็น
วิเสสภาคิยะนั้น ทำได้ง่าย ฉะนั้น.
บัดนี้ เพราะใกล้กับเวลาปรินิพพานของตน พระเถระเมื่อจะโอวาท
เพื่อนสพรหมจารีด้วยโอวาทย่อ ๆ จึงกล่าวค่ามีอาทิว่า ยถา กณฺกฏฺา-
นมฺหิ ดังนี้.
คำนั้นมีอธิบายว่า บุรุษผู้ไม่สวมรองเท้าเที่ยวไปในถิ่นที่มีหนาม
ด้วยประโยชน์บางอย่างเท่านั้น เข้าไปตั้งสติว่า หนามอย่าได้คำเราดังนี้
แล้วเที่ยวไป ฉันใด มุนีเมื่อเที่ยวไปในโคจรตามที่สั่งสมหนามคือกิเลสก็
ฉันนั้น เข้าไปทั้งสติประกอบด้วยสติสัมปชัญญะไม่ประมาทเลย พึงเที่ยว
ไป ท่านอธิบายว่า ไม่ละกรรมฐาน.
บทว่า สริตฺวา ปุพฺพเก โยคี เตสํ วตฺตมนุสฺสรํ ความว่า ท่านผู้
ชื่อว่าโยคี เพราะเป็นผู้ประกอบการอบรมโยคะ อันมีในก่อนระลึกถึง