ในใจออกมา มีแต่เสียงโอดครวญอย่างใหญ่หลวง
เปรียบเหมือนช้างฉัททันต์ได้เห็นผ้ากาสาวะ อันเป็น
ธงชัยของพระอรหันต์ ที่นายโสณุตระพรานนุ่งห่มไปใน
คราวนั้น ก็ไม่กล้าทำร้าย ได้กล่าวคาถาอันประกอบด้วย
ประโยชน์มากมายว่า ผู้ใดยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด ปราศจาก
ทมะและสัจจะจักนุ่งผ้ากาสาวะ ผู้นั้นย่อมไม่ควรนุ่งห่ม
ผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใดคายกิเลสดุจน้ำฝาดออกแล้ว ตั้ง
มั่นอยู่ในศีลอย่างมั่นคง ประกอบด้วยทมะและสัจจะ
ผู้นั้นจึงสมควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะโดยแท้ ผู้ใดมีศีลวิบัติ
มีปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์ กระทำตามความใคร่
อย่างเดียว มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่ขวนขวายในทางที่ควร
ผู้นั้นไม่สมควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใดสมบูรณ์
ด้วยศีล ปราศจากราคะ มีใจตั้งมั่น มีความดำริในใจ
อันผ่องใส ผู้นั้นสมควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะโดยแท้ ผู้ใด
ไม่มีศีล ผู้นั้นเป็นคนพาล มีจิตใจฟุ้งซ่าน มีมานะฟู
ขึ้น เหมือนไม้อ้อ ย่อมสมควรจะนุ่งห่มแต่ผ้าขาวเท่านั้น
จักควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะอย่างไร อนึ่ง ภิกษุและภิกษุณี
ทั้งหลายในอนาคต จักเป็นผู้มีจิตใจชั่วร้าย ไม่เอื้อเฟื้อ
จักข่มขู่ภิกษุทั้งหลายผู้คงที่มีเมตตาจิต แม้ภิกษุทั้งหลาย
ที่เป็นคนโง่เขลา มีปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์
กระทำตามความใคร่ ถึงพระเถระให้ศึกษาการใช้สอย