Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 379

เล่ม มมร. 53 หน้า 379 ข้อ 398
อาศัยเพ่งอารมณ์อย่างใดหนอ เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวอย่างนี้ โดย ความเป็นปุถุชนว่า เราไม่รู้. บทว่า อจฺฉริยํ วต แปลว่า น่าอัศจรรย์หนอ. บทว่า พุทฺธานํ ได้แก่ ผู้รู้สัจจะ ๔. บทว่า คมฺภีโร โคจโร สโก ความว่า ลึกอย่างยิ่ง คือเห็น ได้ยากยิ่ง หยั่งรู้ได้ยาก ไม่ทั่วไปคือไม่ใช่วิสัยปุถุชน. บัดนี้ เพื่อจะ แสดงเหตุในภาวะที่ธรรมลึกซึ้ง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เย มยํ ดังนี้ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาลเวธิสมาคตา ความว่า พวกเราใดเป็น เสมือนนายขมังธนูผู้ยิงขนทราย สามารถแทงตลอดวิสัยแม้อันละเอียดได้ มาแวดล้อมยังไม่รู้. วิสัยของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งหนอ. บทว่า ตํ ตถา เทวกาเยหิ ความว่า ความยิ้มแย้มได้ปรากฏ แก่ท่านพระมหากัปปยนะ เพราะได้เห็นท่านพระสารีบุตรเห็นปานนั้น ผู้ควร แก่การบูชาของชาวโลกพร้อมด้วยเทวโลก ผู้อันหมู่พรหมเหล่านั้นบูชา แล้ว โดยประการนั้น ๆ อธิบายว่า เป็นวิสัยของพระสาวกทั้งหลายใน ที่ไม่เป็นวิสัยแม้ของพวกพรหม ซึ่งโลกสมมติกันแล้วนี้. คาถาว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ พระเถระปรารภตนแล้วกล่าว ด้วยการบันลือสีหนาทให้มีขึ้น. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า พุทฺธเขตฺตมฺหิ ท่านกล่าวหมาย เอาอาณาเขต (เขตอำนาจ). บทว่า ปยิตฺวา มหามุนึ ได้แก่ เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ถึงความเป็นผู้สูงสุดอย่างยิ่ง กว่าสรรพสัตว์ แม้โดยคุณคือธุดงคคุณนั่นแล. แต่พระองค์มีพระทัยอัน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka