ในเรือนนั้น ประดับด้วยอลังการทั้งปวง พากันเข้าไปหาพระเถระ ไหว้
แล้วถามปัญหา ฟังธรรม.
ลำดับนั้น ความกำหนัดในวิสภาคารมณ์เกิดขึ้นแก่ท่านพระวังคีสะ
ผู้ยังบวชใหม่ไม่อาจกำหนดอารมณ์ได้ ท่านพระวังคีสะนั้น เป็นกุลบุตร
ผู้มีศรัทธา มีชาติเป็นคนตรง คิดว่าราคะนี้เพิ่มมากแก่เราแล้ว จะพึงทำ
ประโยชน์ปัจจุบัน ทั้งประโยชน์ภายภาคหน้า ให้พินาศทั้ง ๆ ที่นั่งอยู่แล
เมื่อจะเปิดเผยความเป็นไปของตนแก่พระเถระ จึงกล่าวคาถาว่า กาม-
ราเคน ดังนี้เป็นต้น.
ในข้อนั้น เพื่อจะแสดงว่า แม้ถ้าความเร่าร้อนอันเกิดจากความ
กำหนัด เพราะกิเลสเบียดเบียนแม้กายได้ แต่เมื่อจะเบียดเบียนจิต ย่อม
เบียดเบียนได้นานกว่า พระเถระจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าถูกกามราคะแผดเผา
แล้วกล่าวว่า จิตของข้าพเจ้าก็ถูกแผดเผา ดังนี้.
บทว่า นิพฺพาปนํ ความว่า ขอท่านจงให้โอวาทอันเป็นเหตุทำราคะ
ให้ดับ คือที่สามารถทำความเร่าร้อนเพราะราคะให้ดับ.
คาถามีว่า สญฺาย วิปริเยสา เพราะความสำคัญผิด ดังนี้เป็นต้น
อันท่านพระอานนท์ถูกพระวังคีสะขอร้อง จึงกล่าวไว้.
บทว่า วิปริเยสา ความว่า เพราะความวิปลาส คือเพราะถือผิด-
แผก ซึ่งเป็นไปในสิ่งที่ไม่งามว่างาม.
บทว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ มีอันทำกิเลสให้เกิดเป็นนิมิต. บทว่า
ปริวชฺเชหิ แปลว่า จงสละเสีย.
บทว่า สุภํ ราคูปสํหิตํ ความว่า เมื่อจะเว้นสุภะ อันเป็นเหตุทำ
ราคะให้เจริญเป็นอารมณ์ พึงเว้นด้วยอสุภสัญญา กำหนดหมายว่าไม่งาม