บทว่า เจตสา ได้แก่ ด้วยเจโตปริยญาณของตน.
บทว่า จิตฺตํ เนสํ สมเนฺวสํ ได้แก่ แสวงหาจิตของภิกษุขีณาสพ
เหล่านั้น.
บทว่า อนุปริเยติ แปลว่า ย่อมกำหนดโดยลำดับ.
ผู้สมบูรณ์ด้วยองค์ทั้งปวงอย่างนี้ คือผู้ถึงพร้อม ได้แก่ประกอบ
ด้วยองค์ทั้งปวง คือด้วยสัตถุสมบัติที่กล่าวว่า ผู้เป็นมุนี ผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์
และด้วยสาวกสมบัติที่กล่าวว่า มีวิชชา ๓ ผู้ละมัจจุ ดังนี้.
จริงอยู่ ด้วยบทว่า มุนึ นี้ ท่านกล่าวการตรัสรู้ไญยธรรมอย่างสิ้น
เชิงของพระศาสดา ด้วยญาณกล่าวคือโมนะ เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
สงเคราะห์ทศพลญาณเป็นต้นด้วยอนาวรณญาณ, ท่านแสดงญาณสัมปทา
ของพระศาสดานั้น ด้วยอนาวรณญาณนั้น.
ด้วยบทว่า ทุกฺขสฺส ปารคุํ นี้ ท่านแสดงปหานสัมปทา และ
แสดงอานุภาวสัมปทาเป็นต้นของพระศาสดาด้วยบททั้งสองนั้น.
ด้วยบททั้งสองว่า เตวิชฺชา มจฺจุหายิโน นี้ ท่านแสดงสมบัติของ
สาวกของพระศาสดา โดยแสดงญาณสมบัติของสาวกทั้งหลาย และโดย
แสดงการบรรลุนิพพานธาตุของสาวก.
จริงอย่างนั้น เพื่อจะกระทำเนื้อความตามที่กล่าวให้ปรากฏชัด ท่าน
จึงกล่าวว่า พากันเข้าไปนั่งใกล้พระโคดมผู้เป็นมุนี ผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์
ผู้ทรงเต็มเปี่ยมด้วยพระอาการเป็นอันมาก ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกาการสมฺปนฺนํ ได้แก่ ทรงถึง
พร้อมด้วยพระอาการเป็นอันมาก อธิบายว่า ทรงประกอบด้วยพระคุณ
คืออาการมิใช่น้อย.