คาถาว่า จนฺโท ยถา ดังนี้เป็นต้น พระเถระได้เห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้อันพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ กับพวกเทวดาและนาคหลายพันห้อม
ล้อมอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีคัคคราใกล้จัมปานคร ทรงไพโรจน์ด้วยวรรณะ
และพระยศของพระองค์ เกิดความโสมนัส เมื่อจะสดุดี จึงได้กล่าวไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺโท ยถา วิคตวลาหเก นเภ
ความว่า ในฤดูใบไม้ร่วง พระจันทร์เพ็ญย่อมไพโรจน์ในอากาศอันปราศ-
จากเมฆฝน คือพ้นจากสิ่งเศร้าหมองอื่น เช่นกับเมฆและน้ำค้างเป็นต้น
ฉันใด (และ) เหมือนพระอาทิตย์ปราศจากมลทิน อธิบายว่า ภาณุ
คือพระอาทิตย์ที่ปราศจากมลทิน โดยปราศจากสิ่งเศร้าหมองมีเมฆฝน
เป็นต้นนั้นนั่นแหละ ย่อมไพโรจน์ ฉันใด.
บทว่า เอวมฺปิ องฺคีรส ตฺวํ ความว่า ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีพระภาค-
เจ้า ผู้ทรงโชติช่วง ด้วยความโชติช่วงอันเปล่งออกจากพระอวัยวะ แม้
พระองค์ก็ฉันนั้น ย่อมรุ่งโรจน์ยิ่ง คือย่อมไพโรจน์ล่วงโลกพร้อมทั้ง
เทวโลกด้วยพระยศของพระองค์.
คาถา ๑๐ คาถา มีคำว่า กาเวยฺยมตฺตา ดังนี้เป็นต้น พระวังคีสะ
บรรลุพระอรหัต พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เมื่อจะประมาณพระคุณของ
พระศาสดาและคุณของตน ได้กล่าวไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเวยฺยนตฺตา ความว่า เป็นผู้ประมาณ
ได้ คือผู้อันเขานับถือยกย่องทำให้เกิดคุณความดีด้วยกาพย์ คือด้วยการ
แต่งกาพย์.
บทว่า อทฺทสาม แปลว่า ได้เห็นแล้ว.