ได้แก่ แห่งวัฏฏะ. วัฏฏะท่านเรียกว่า อุปาทาน เพราะอรรถว่าอันกรรม-
กิเลสทั้งหลายที่รุนแรงยึดมั่น.
ท่านพระนิโครธกัปปเถระได้เห็นเบื้องต้นแห่งอุปาทานนั้น ได้แก่
เหตุอันต่างด้วยอวิชชาและตัณหาเป็นต้น ด้วยญาณจักษุ.
พระเถระกล่าวโดยประสงค์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ควร
ตรัสอย่างนี้ว่า พระกัปปะผู้กัปปิยโคตร.
บทว่า อจฺจคา วต แปลว่า ล่วงไปแล้วหนอ.
บทว่า มจฺจุเธยฺยํ ความว่า ชื่อว่า บ่วงมัจจุราช เพราะเป็นที่
ที่มัจจุราชดักไว้ ได้แก่ วัฏฏะอัน เป็นไปในภูมิ ๓. พระเถระเกิดความ
ปลื้มใจ จึงกล่าวว่า ท่านนิโครธกัปปะได้ล่วงพ้นบ่วงมัจจุราชที่ข้ามได้
แสนยากไปแล้วหนอ.
บัดนี้ พระวังคีสะมีใจเลื่อมใสในพระศาสดาและในอุปัชฌาย์ของ
ตน เมื่อจะประกาศอาการที่เลื่อมใส จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ตํ เทวเทวํ
ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ เทวเทวํ วนฺทามิ ความว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เลิศกว่าสัตว์ ๒ เท้า ข้าพระองค์ขอถวาย
บังคมพระองค์ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เพราะเป็นเทพดาผู้สูงสุดกว่าเทพแม้
ทั้งหมดเหล่านั้น คือสมมติเทพ อุปปัตติเทพ วิสุทธิเทพ. จะถวายบังคม
เฉพาะพระองค์อย่างเดียวเท่านั้นหามิได้ โดยที่แท้ ข้าพระองค์ขอไหว้
พระนิโครธกัปปะด้วย ผู้ชื่อว่าอนุชาตบุตร เพระเกิดแต่ธรรมอัน
สมควรแก่การตรัสรู้สัจจะของพระองค์ ชื่อว่า ผู้แกล้วกล้ามาก เพราะมี
ความเพียรมากโดยได้ชนะมาร ชื่อว่า ผู้ประเสริฐ เพราะอรรถว่าไม่ทำ