Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 553

เล่ม มมร. 53 หน้า 553 ข้อ 401
ผู้ประเสริฐด้วยอินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น หรือด้วยพระจักษุทั้ง หลายอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น ถูกท่านพระวังคีสะทูลถาม จึงได้ตรัสอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปญฺจเสฏฺโ ได้แก่ ผู้ประเสริฐคือสูงสุด ล้ำเลิศ ด้วยธรรมขันธ์ ๕ มีศีลขันธ์เป็นต้น หรือด้วยเหตุสัมปทาเป็นต้น ๕ ดังนั้น แม้คำนี้ก็เป็นคำของพระสังคีติกาจารย์. เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระวังคีสะมีใจชื่นชมภาษิตของพระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงกล่าวคาถาว่า เอส สุตฺวา ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มํ วญฺเจสิ ในคาถาแรก มีความ ว่า เพราะเหตุที่ท่านพระนิโครธกัปปะปรินิพพานแล้ว ฉะนั้น พระองค์ จะไม่ลวงข้าพระองค์ผู้ปรารถนาว่า ท่านพระนิโครธกัปปะนั้นปรินิพพาน แล้ว อธิบายว่า ไม่ตรัสให้เคลื่อนคลาด. ความที่เหลือปรากฏชัด แล้ว. ในคาถาที่ ๒ เพราะเหตุที่ท่านพระนิโครธกัปปะมุ่งความหลุดพ้น อยู่ เพราะฉะนั้น พระวังคีสะหมายเอาพระนิโครธกัปปะนั้น จึงทูลว่า สาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีปกติกล่าวอย่างใดทำอย่างนั้น. บทว่า มจฺจุโน ชาลํ ตตํ ได้แก่ ข่ายคือตัณหาของมารอันแผ่ ไปในวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓. บทว่า มายาวิโน แปลว่า ผู้มีมายามาก. บางอาจารย์กล่าวว่า ตถา มายาวิโน ดังนี้ก็มี. อาจารย์บางพวกนั้นอธิบายว่า มารผู้เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าหลายครั้ง ด้วยมายาหลายประการนั้น มีมายา อย่างนั้น. ในคาถาที่ ๓ บทว่า อาทึ ได้แก่ มูลเหตุ. บทว่า อุปาทานสฺส
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka