ผู้ประเสริฐด้วยอินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น หรือด้วยพระจักษุทั้ง
หลายอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น ถูกท่านพระวังคีสะทูลถาม จึงได้ตรัสอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปญฺจเสฏฺโ ได้แก่ ผู้ประเสริฐคือสูงสุด ล้ำเลิศ
ด้วยธรรมขันธ์ ๕ มีศีลขันธ์เป็นต้น หรือด้วยเหตุสัมปทาเป็นต้น ๕
ดังนั้น แม้คำนี้ก็เป็นคำของพระสังคีติกาจารย์.
เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระวังคีสะมีใจชื่นชมภาษิตของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงกล่าวคาถาว่า เอส สุตฺวา ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มํ วญฺเจสิ ในคาถาแรก มีความ
ว่า เพราะเหตุที่ท่านพระนิโครธกัปปะปรินิพพานแล้ว ฉะนั้น พระองค์
จะไม่ลวงข้าพระองค์ผู้ปรารถนาว่า ท่านพระนิโครธกัปปะนั้นปรินิพพาน
แล้ว อธิบายว่า ไม่ตรัสให้เคลื่อนคลาด. ความที่เหลือปรากฏชัด
แล้ว.
ในคาถาที่ ๒ เพราะเหตุที่ท่านพระนิโครธกัปปะมุ่งความหลุดพ้น
อยู่ เพราะฉะนั้น พระวังคีสะหมายเอาพระนิโครธกัปปะนั้น จึงทูลว่า
สาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีปกติกล่าวอย่างใดทำอย่างนั้น.
บทว่า มจฺจุโน ชาลํ ตตํ ได้แก่ ข่ายคือตัณหาของมารอันแผ่
ไปในวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓.
บทว่า มายาวิโน แปลว่า ผู้มีมายามาก. บางอาจารย์กล่าวว่า
ตถา มายาวิโน ดังนี้ก็มี. อาจารย์บางพวกนั้นอธิบายว่า มารผู้เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าหลายครั้ง ด้วยมายาหลายประการนั้น มีมายา
อย่างนั้น.
ในคาถาที่ ๓ บทว่า อาทึ ได้แก่ มูลเหตุ. บทว่า อุปาทานสฺส