Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 54 หน้าที่ 145

เล่ม มมร. 54 หน้า 145 ข้อ 442
เมื่อข้าพเจ้านั้น เป็นผู้ไม่ประมาท ค้นคว้าอยู่โดย อุบายอันแยบคาย ได้เห็นกายนี้ทั้งภายในและภายนอก ตามความเป็นจริง ทีนั้น ข้าพเจ้าจึงเบื่อหน่ายในกาย และคลายกำหนัดในภายใน เป็นผู้ไม่ประมาท ไม่ เกาะเกี่ยวในสิ่งอะไร ๆ เป็นผู้สงบระงับดับสนิทแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวเมตํ อเวกฺขนฺตี รตฺตินฺทิวมตนฺ- ทิตา ตโต สกาย ปญฺาย อภินิพฺพิชฺฌ ทกฺขิสํ ความว่า พวกบัณฑิต เป็นผู้ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนและกลางวัน คือตลอดกาลทั้งปวง พิจารณา ค้นคว้ากายนั้นคือมีสภาพกระสับกระส่ายเป็นต้น เป็นอย่างนั้น คือโดยประการ ที่กล่าวแล้วว่า รูปนี้เป็นฉันใด รูปเธอก็เป็นฉันนั้นเป็นต้น ด้วยญาณจักษุ ซึ่งเป็นส่วนเบื้องต้น มีความผูกใจเป็นปุเรจาริกว่า เราส่งสุตามยญาณซึ่งมี เสียงผู้อื่นเป็นเหตุ เบื่อหน่ายเพราะทำการแยกฆนะความเป็นก้อน ตามความ เป็นจริง เพราะเหตุนั้น คือเพราะนิมิตนั้นเกิดในตน จักดู คือ จักเห็นด้วย ภาวนามยปัญญาของตน ได้อย่างไรหนอ. เพราะเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ตสฺสา เม อปฺป- มตฺตาย ดังนี้ คำนั้นมีเนื้อความว่า เมื่อข้าพเจ้านั้นเป็นผู้ไม่ประมาท เพราะไม่อยู่ปราศจากสติ ค้นคว้าอยู่โดยอุบายอันแยบคาย คือด้วยปัญญาที่ เห็นแจ้งถึงอนิจจลักษณะเป็นต้น เห็นกายนี้ กล่าวคือขันธปัญจก ทั้งภายใน และภายนอก โดยแบ่งเป็นสันดานของตนและสันดานของผู้อื่น ตามความ เป็นจริง. ทีนั้น คือหลังจากที่เห็นอย่างนั้น ข้าพเจ้าเบื่อหน่ายในกาย คือเบื่อ หน่ายแล้วในอัตภาพ เพราะประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา ข้าพเจ้าคลาย
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka