จักนั่งคอยในวิหาร จักกระทำภัตตกิจด้วยขนมนั้นแหละ. พระ-
เถระเจ้าทูลรับสนองพระดำรัสของพระศาสดาว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า
ไปสู่นิคมด้วยกำลังฤทธิ์ในทันใดนั้นเอง ครองสบงจีวรเรียบร้อย
ยืนอยู่ในอากาศตรงช่องหน้าต่าง ปานประหนึ่งรูปที่ทำด้วย
แก้วมณีมาลอยอยู่ฉะนั้น. เพราะเห็นพระเถระเจ้าเข้าเท่านั้น
ท่านมหาเศรษฐีหัวใจสั่น. เศรษฐีดำริว่า เพราะกลัวมนุษย์
ประเภทนี้ นี่แหละ เราถึงต้องมาที่นี่ แต่ท่านผู้นี้ยังมาที่ช่อง
หน้าต่างจนได้ มองไม่เห็นสิ่งที่พอจะถือเอาได้ ก็เปล่งเสียง
ตฏะ ตฏะ ออกมา ด้วยความแค้น เหมือนเอาก้อนเกลือใส่ไปใน
กองไฟ แตกเพียะพะอยู่ฉะนั้น แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนสมณะ
ท่านยืนอยู่ในอากาศจักได้อะไร ถึงจะเดินไปเดินมา แสดง
รอยเท้าในอากาศอันหารอยมิได้ ก็จักยังไม่ได้อยู่นั่นเอง. พระ-
เถระก็เดินจงกรมไปมาอยู่ ณ ที่นั้นเอง. เศรษฐีกล่าวว่า ท่าน
จงกรมอยู่จักได้อะไร ถึงจะนั่งขัดสมาธิในอากาศ ก็จักไม่ได้
อะไรเลย. พระเถระเจ้าคู้บัลลังก์นั่งแล้ว. ครั้งนั้นเศรษฐีกล่าว
กะพระเถระว่า นั่งแล้วจักได้อะไร ถึงจะมายืนอยู่ที่ธรณีหน้าต่าง
ก็จักไม่ได้เลย. พระเถระได้มายืนอยู่ที่ธรณี. ครั้งนั้น เศรษฐี
พูดกะท่านว่า ถึงยืนที่ธรณีแล้วก็จักได้อะไร ต่อให้บังหวลควัน
ก็จักไม่ได้อะไร. พระเถระจึงบังหวลควัน ปราสาททั้งนั้น เป็น
ควันพุ่งไปทั่ว. เกิดเป็นดุจเวลาเอาเข็มแทงนัยน์ตาท่านเศรษฐี
ท่านเศรษฐีไม่กล้ากล่าวว่า ถึงจะให้ไฟลุก ก็คงจะไม่ได้ เพราะ