ไม่อาจจะจับช้างนั้นได้ก็พากันกลับ ช้างนั้นได้เป็นสัตว์กลัวตาย
เพราะเรื่องนั้น ได้ยินเสียงลมเป็นต้น ก็ตัวสั่น กลัวตาย ทิ้งงวง
วิ่งหนีไปโดยเร็ว เป็นเหมือนเวลาที่ถูกมัดติดเสาตะลุง ถูกบังคับ
ไม่ให้พรั่นพรึงฉะนั้น ไม่ได้ความสบายกาย หรือความสบายใจ
มีแต่ความหวั่นระแวงเที่ยวไป รุกขเทวดาเห็นช้างนั้นแล้ว ยืน
บนค่าคบไม้ กล่าวคาถานี้ความว่า :-
" ลมย่อมพัดไม้แห้ง ที่ทุรพลในป่านี้
แม้มีจำนวนมากมาย ให้หักลง แน่ะ ช้างตัว
ประเสริฐ ถ้าท่านยังกลัวต่อไม้แห้งนั้น ท่านจัก
ซูบผอมเป็นแน่" ดังนี้.
ในคาถานั้น ประมวลอรรถาธิบายได้ดังนี้ :- ลมต่างด้วย
ลมที่มาแต่ทิศบูรพาเป็นต้น ย่อมระรานต้นไม้ที่ทุรพลใดเล่า
ต้นไม้นั้นมีมากมายในป่านี้ คือหาได้ง่าย มีอยู่ในป่านั้น ๆ ถ้า
เจ้ากลัวลมนั้น ก็จำต้องกลัวอยู่เป็นนิจ จักต้องถึงความสิ้นเนื้อ
และเลือด เหตุนั้น ตั้งแต่นี้ต่อไป อย่ากลัวเลย.
เทวดาให้โอวาทแก่ช้างนั้น ด้วยประการฉะนี้ ตั้งแต่นั้นมา
แม้ช้างนั้น ก็หายกลัว.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรง
ประกาศสัจธรรม แล้วทรงประชุมชาดกนี้ว่า ช้างในครั้งนั้น
ได้มาเป็นภิกษุนี้ ส่วนรุกขเทวดา ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาทุพพลกัฏฐชาดกที่ ๕