ทั้งปวงเลย เราไม่อาจให้คนเลื่อนเปื้อนผู้นี้ศึกษาได้ จึงกล่าว
คาถานี้ ความว่า :-
"คนโง่ ย่อมกล่าวคำที่ไม่ควรกล่าว ทุก
อย่างได้ในที่ทุกแห่ง คนโง่นี้ไม่รู้จักเนยขึ้น และ
งอนไถ ย่อมสำคัญ เนยขึ้นและนมสด ว่าเหมือน
งอนไถ" ดังนี้.
ในคาถานั้น มีความสังเขปดังนี้ :- วาจาใดที่ไม่เหมาะ
ในที่ทุกแห่งด้วยสามารถแห่งอุปมา วาจาที่ไม่เหมาะสมในที่
ทุกแห่งนั้น คนโง่พูดได้ทุกแห่ง เช่นถูกถามว่า นมส้มเหมือน
อะไร ? ก็ตอบทันทีว่า เหมือนงอนไถอย่างไรเล่า ? เมื่อพูด
อย่างนี้ เป็นอันไม่รู้จักทั้งนมส้ม ทั้งงอนไถ เหตุไร ? เพราะ
เหตุว่า แม้นมส้มเขายังสำคัญเป็นงอนไถไปได้ อีกนัยหนึ่ง
เพราะเขามาสำคัญทั้งนมส้มและนมสดว่า เหมือนงอนไถเสียได้
มาณพนี้ โง่ถึงอย่างนั้น พระโพธิสัตว์คิดว่า ประโยชน์อะไรด้วย
มาณพนี้ จึงบอกกล่าวแก่พวกอันเตวาสิกทั้งหลาย ให้เสบียง
แล้วส่งมาณพนั้นกลับไป.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม
ชาดกว่า มาณพเลื่อนเปื้อนในครั้งนั้น ได้มาเป็นโลลุทายี ส่วน
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถานังคลีสชาดกที่ ๓