กึ่งมานะเท่ากับ ๔ ทะนาน และ ๔ ทะนาน ชื่อว่า หนึ่งดุมพะ
ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปลาปตุมฺพํ.
บทว่า มา เม มิตฺติ ภิชฺชิตฺถ สสฺสตายํ ความว่า ไมตรี
ของเรากับสหายอย่าแตกกันเสียเลย ขอให้ไมตรีนี้จงยั่งยืนอยู่
ต่อไปเถิด.
ก็เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอยู่อย่างนี้ ภรรยาคงร้องไห้อยู่
นั่นเอง ในขณะนั้น ทาสผู้ทําการงานที่ท่านสังขเศรษฐีมอบให้แก่
ปิลิยเศรษฐี ผ่านมาทางประตูศาลา ได้ยินเสียงภรรยาของท่าน-
เศรษฐีร้องไห้ จึงเข้าไปยังศาลา เห็นเจ้านายเก่าของตน ก็
หมอบลงแทบเท้า ร้องไห้คร่ำครวญ พลางถามว่า ข้าแต่นาย
ท่านพากันมาที่นี่ทำไม ? ท่านเศรษฐีก็เล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมด
ทาสผู้ทำงานจึงปลอบท่านทั้งสองว่า ช่างเถิดนาย ท่านทั้งสอง
อย่าคิดเลย แล้วพาไปเรือนของตน ให้อาบน้ำหอม ให้บริโภค
อาหาร เรียกทาสทั้งหลายที่เหลือมาประชุมกัน แสดงให้รู้ว่า
เจ้านายของพวกท่านมาแล้ว รออยู่สอง-สามวัน ก็พาทาสทั้งหมด
ไปสู่ท้องพระลานหลวง แล้วร้องตะโกนโพนทนาขึ้น พระราชา
รับสั่งให้เรียกมาตรัสถามว่า นี่เรื่องอะไรกัน ? ทาสเหล่านั้น
พากันกราบทูลเรื่องทั้งหมดแด่พระราชา พระราชาทรงสดับ
คำของพวกทาสแล้ว รับสั่งให้เรียกเศรษฐีทั้งสองเข้ามาเฝ้า
ตรัสถามท่านสังขเศรษฐีว่า มหาเศรษฐี ได้ยินว่า ท่านให้ทรัพย์
๔๐ โกฏิ แก่ปิลิยเศรษฐี จริงหรือ ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า