Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 57 หน้าที่ 381

เล่ม มมร. 57 หน้า 381 ข้อ 290
กราบทูลความนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :- ข้าพระองค์เป็นดาบสชื่อว่าอรกะ เจริญ เมตตาจิตเจ็ดปีอยู่ในพรหมโลก เจ็ดกัป เพราะ ฉะนั้นจึงเป็นผู้ไม่โกรธ. ความในคาถานั้นว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์เป็นดาบส ชื่ออรกะ เจริญเมตตาจิต เจ็ดปี แล้วอยู่ในพรหมโลกถึงเจ็ด สังวัฏฏกัป วิวัฏฏกัป ข้าพระองค์นั้นจึงไม่เป็นผู้ไม่โกรธ เพราะ ประพฤติสั่งสมเมตตาภาวนาสิ้นกาลนาน. เมื่อฉัตตปาณีกราบทูลองค์ ๔ ของตนอย่างนี้แล้ว พระ- ราชาได้ทรงให้สัญญาที่นัดหมายไว้แก่บริษัท. ทันใดนั้นเอง เหล่าอำมาตย์มีพราหมณ์และคหบดีเป็นต้น ต่างลุกฮือกันขึ้น กล่าวว่า แน่ะ เจ้าคนกินสินบน โจรผู้ชั่วร้าย เจ้าไม่ได้กินสินบน แล้ว จึงคิดจะฆ่าบัณฑิต ต่างช่วยกันจับมือและเท้ากาฬกะเสนาบดี พาลงจากพระราชนิเวศน์ ทุบศีรษะด้วยก้อนหินและไม้ฆ้อน คนละไม้คนละมือ จนถึงแก่ความตาย จึงจับเท้าลากไปทิ้งไว้ที่ กองหยากเยื่อ. ตั้งแต่นั้นมาพระราชาทรงครองราชสมบัติโดย ธรรม ครั้นสวรรคตแล้วก็เสด็จไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดก. กาฬกะเสนาบดีในครั้งนั้นได้เป็น เทวทัตในครั้งนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka