ฉะนั้น. บทว่า ทุปฺปสโห อหมชฺช ตาทิเสน ความว่า เรานั้น
สะพรั่งด้วยกองพลเช่นนี้ ยากที่ศัตรูเช่นท่านจะชิงชัยได้ในวันนี้.
พระเจ้าคันธารราชตรัสหมายถึงพระโพธิสัตว์ ซึ่งประทับยืน
อยู่บนป้อม.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงแสดงพระพักตร์ของพระองค์
อันทรงสิริดุจจันทร์เพ็ญแก่พระเจ้าคันธารราชนั้น ทรงขู่ขวัญ
ว่า พระราชาผู้เป็นพาล อย่าพร่ำเพ้อไปเลย บัดนี้เราจักบดขยี้
พลพาหนะของท่านเสีย ให้เหมือนช้างซับมันเหยียบย่ำพงอ้อ
ฉะนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ท่านอย่าพูดเพ้อถึงความที่ตนเป็นคนโง่
เขลาไปเลย คนเช่นท่านจะเรียกว่าผู้สามารถมิได้
ท่านถูกความเร่าร้อน คือ ราคะ โทสะ โมทะ และ
มานะเผารนอยู่เสมอ ไม่อาจจะกำจัดเราได้เลย
จะต้องหนีเราไป กองพลของเราจักย่ำยีท่านหมด
ทั้งกองพล ดุจช้างเมามันขยี้ไม้อ้อด้วยเท้าฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มา พาลิยํ วิปฺปลปิ ความว่า ท่าน
อย่าพร่ำเพ้อถึงความที่ตนเป็นพาลไปเลย. บทว่า น หิสฺส ตาทิสํ
บาลีว่า น หิสฺส ตาทิโส บ้าง ความว่า ด้วยว่าไม่มีบุคคลผู้คิด
ว่า พาหนะของเราสุดสายตา สามารถจะชิงราชสมบัติได้ดัง
เช่นท่าน. บทว่า วิทยฺหเส ความว่า ท่านถูกความเร่าร้อน คือ
ราคะ โทสะ โมหะ และมานะเผารนอยู่เสมอ. บทว่า น หิ ลภเส