แล้ว ทั้งสองคนได้แสดงศิลปะเท่า ๆ กันแล้ว. พระโพธิสัตว์จึง
ให้ช้างของตนทำสิ่งที่ตรงกันข้ามอีก. ช้างนั้นเมื่อบอกว่าจงไป
ก็ถอยกลับ เมื่อบอกว่าจงถอยกลับได้วิ่งไปข้างหน้า เมื่อบอกว่า
จงยืนขึ้นได้เทาลง เมื่อบอกว่าจงเทาก็ลุกยืน เมื่อบอกว่าจงหยิบ
ก็ทิ้งเสีย เมื่อบอกว่าจงทิ้งก็ได้หยิบ. มหาชนกล่าวว่า แน่ะศิษย์
ผู้ชั่วร้ายทำการแข่งดีกับอาจารย์ไม่รู้ประมาณตน เข้าใจว่า
รู้เสมอกับอาจารย์ ต่างก็เอาก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ประหาร
ให้ถึงแก่ความตายในที่นั้นเอง. พระโพธิสัตว์ลงจากช้างเข้าเฝ้า
พระราชากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขึ้นชื่อว่าศิลปะบุคคลย่อม
เรียนเพื่อความสุขแก่ตน แต่ศิลปะที่บุคคลบางคนเรียนแล้ว กลับ
นำความพินาศมาสู่ ดุจรองเท้าที่ทำไม่ดีฉะนั้น ได้กล่าวคาถา
สองคาถานี้ว่า :-
รองเท้าที่คนซื้อมาเพื่อประโยชน์จะให้
สบายเท้า กลับนำความทุกข์มาให้ รองเท่านั้น
ถูกแดดเผาบ้าง ถูกพื้นเท้าครูดสีบ้าง ก็กลับกัด
เท้าของผู้นั้นนั่นแหละ ฉันใด ผู้ใดเกิดในตระกูล
ต่ำไม่ใช่อารยชน เรียนวิชาและศิลปะมาจาก
สำนักอาจารย์ได้แล้ว ผู้นั้นย่อมฆ่าตนเองด้วย
ศิลปะที่เรียนมาในสำนักของอาจารย์นั้น ฉันนั้น
บุคคลนั้น บัณฑิตเรียกว่า ไม่ใช่อารยชนเปรียบ
ด้วยรองเท้าที่ทำไม่ดี ฉะนั้น.