ปรนนิบัติอยู่. ชนทั้งสองได้เกิดความรักความใคร่ต่อกันและกัน.
อยู่มาวันหนึ่ง เศรษฐีกรุงพาราณสีได้คิดอย่างนี้ด้วยความรัก
และความคุ้นเคยในพระโพธิสัตว์ว่า ชื่อว่าการบวชเป็นทุกข์
เรายังปริพาชก ชื่อว่า วัจฉนขะผู้เป็นสหายของเราให้สึก แล้ว
แบ่งสมบัติทั้งหมดออกกึ่งหนึ่ง แล้วให้แก่วัจฉนขปริพาชกนั้น
ทั้งสองก็จักอยู่ด้วยความปรองดองกัน. วันหนึ่งเศรษฐีนั้นในเวลา
สำเร็จภัตตกิจ ได้ทำปฏิสันถารอย่างอ่อนหวานกับวัจฉนขปริพาชก
แล้วกล่าวว่า พระคุณเจ้าวัจฉนขะ ชื่อว่าการบรรพชาเป็นทุกข์
ฆราวาสเป็นสุข มาเถิดท่าน เราทั้งสองปรองดองกัน บริโภค
กามกันอยู่เถิด แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-
ข้าแต่ท่านวัจฉนขะ เรือนทั้งหลายที่มีเงิน
และโภชนาหารบริบูรณ์เป็นเรือนมีความสุข ท่าน
บริโภคและดื่มในเรือนใด ไม่ต้องขวนขวายก็
ได้นอน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สหิรญฺา คือถึงพร้อมด้วยรัตนะ ๗.
บทว่า สโภชนา คือมีของเคี้ยวของบริโภคมาก. บทว่า ยตฺถ
ภุตฺวา ปิวิตฺวา จ ได้แก่ บริโภค โภชนามีรสเลิศต่าง ๆ และ
ดื่มเครื่องดื่มต่าง ๆ ในเรือนซึ่งมีทั้งเงินและทั้งของบริโภค. บทว่า
สเยยฺยาสิ อนุสฺสุโก ความว่า ท่านไม่ต้องขวนขวายก็ได้นอน
บนที่นอนอันมีสิริที่ตกแต่งไว้แล้ว. ด้วยเหตุนั้นชื่อว่า การอยู่
ครองเรือนเป็นสุขอย่างยิ่ง.