ได้ยินว่า อำมาตย์ผู้นั้นมีอุปการะเป็นอันมากแก่พระราชา ได้
เป็นผู้จัดสรรพทั้งปวงให้สำเร็จ. พระราชาทรงพระดำริว่า อำมาตย์
นี้มีอุปการะเป็นอันมากแก่เรา จึงได้ประทานยศใหญ่โตแก่อำมาตย์นั้น
อำมาตย์พวกอื่นอดทนอำมาตย์นั้นไม่ได้ ก็คอยส่อเสียดยุยงพระราชา
ทำลายอำมาตย์นั้น. พระราชาทรงเชื่อคำของอำมาตย์เหล่านั้น มิได้
ทรงพิจารณาโทษ รับสั่งให้จองจำอำมาตย์ผู้มีศีลนั้น ผู้หาโทษมิได้
ด้วยเครื่องจองจำคือโซ่ตรวนแล้วให้ขังไว้ในเรือนจำ. อำมาตย์นั้น
ตัวคนเดียวแท้อยู่ในเรือนจำนั้น อาศัยศีลสมบัติได้เอกัคคตาจิตแน่ว
แน่ในอารมณ์เดียว พิจารณาสังขารทั้งหลายก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล.
ครั้นในกาลต่อมา พระราชาทรงทราบว่า อำมาตย์นั้นไม่มีโทษ
จึงรับสั่งให้ถอดเครื่องพันธนาการคือโซ่ตรวน แล้วได้พระราชทานยศ
อันยิ่งใหญ่กว่ายศครั้งแรก. อำมาตย์คิดว่า จักถวายบังคมพระศาสดา
จึงถือเอาของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นเป็นอันมาก ไปยังพระ-
วิหาร บูชาพระตถาคตถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
พระศาสดาเมื่อจะทรงกระทำปฏิสันถารกับอำมาตย์นั้น จึงตรัสว่า
เราตถาคตได้ยินว่า ราชทัณฑ์อันหาประโยชน์มิได้ เกิดขึ้นแก่ท่าน
หรือ. อำมาตย์กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ราชทัณฑ์อันหาประโยชน์มิได้ เกิดขึ้นแล้ว แต่ข้าพระองค์ได้กระทำ
ประโยชน์จากสิ่งที่หาประโยชน์มิได้นั้น ข้าพระองค์นั้นนั่งอยู่ใน
เรือนจำแล้วทำโสดาปัตติผลให้เกิดขึ้นแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน