สัตว์นั้น จึงกล่าวกันว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา
เป็นบรรพชิตนั่งอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง พวกเราจักนั่งฟังอะไร ๆ ในสำนัก
ของพระผู้เป็นเจ้านั้น ตราบเท่าที่พระราชายังไม่ทรงตื่นบรรทม จึงได้
ไปไหว้นั่งล้อมแล้วกล่าวว่า ขอท่านโปรดกล่าวอะไร ๆ ที่ควรกล่าว
แก่พวกดิฉันเถิด. พระโพธิสัตว์จึงกล่าวธรรมแก่หญิงเหล่านั้น ครั้ง
นั้น หญิงคนนั้นขยับตัวทำให้พระราชาตื่นบรรทม. พระราชาทรงตื่น
บรรทมแล้วไม่เห็นหญิงพวกนั้น จึงตรัสว่า พวกหญิงถ่อยไปไหน.
หญิงคนโปรด นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช หญิงเหล่านั้นไป
นั่งล้อมดาบสรูปหนึ่ง. พระราชาทรงกริ้วถือพระขรรค์ได้รีบเสด็จไป
ด้วยตั้งพระทัยว่า จักตัดหัวของชฎิลโกงนั้น. ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้น
เห็นพระราชาทรงกริ้วกำลังเสด็จมา ในบรรดาหญิงเหล่านั้น หญิงคน
ที่โปรดมากไปแย่งเอาพระแสงดาบจากพระหัตถ์ของพระราชาให้พระ-
ราชาสงบระงับ. พระราชานั้นเสด็จไปประทับยืนในสำนักของพระ-
โพธิสัตว์แล้วตรัสถามว่า สมณะ แกมีวาทะว่ากระไร ? พระโพธิสัตว์
ทูลว่า มหาบพิตรอาตมามี ขันติวาทะ กล่าวยกย่องขันติ พระราชา
ที่ชื่อว่าขันตินั้น คืออะไร ? พระโพธิสัตว์ คือความไม่โกรธในเมื่อเขา
ด่าอยู่ ประหารอยู่ เย้ยหยันอยู่. พระราชาตรัสว่า ประเดี๋ยว เรา
จักเห็นความมีขันติของแก แล้วรับสั่งให้เรียกเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจรมา.
เพชฌฆาตนั้นถือขวานและแซ่หนามตามจารีตของตน นุ่งผ้ากาสาวะ
สวมพวงมาลัยแดง มาถวายบังคมพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าพระองค์