บัดนี้ คำของอาจารย์เราถึงที่สุดแล้ว.
ท้าวเธอเมื่อทรงคร่ำครวญอยู่อย่างนี้แล ทรงหวนระลึกถึง
พระอัครมเหสี จึงกล่าว่าคาถาว่า :-
พระนางอุพพรีอัครมเหสีของเรา มี
พระฉวีวรรณดังทองคำ ลูบไล้ทาตัวด้วย
แก่นจันทน์แดง งดงามเจริญตา ยามเมื่อ
เยื้องกราย เหมือนกิ่งไม้สิงคุ ยามเมื่อต้อง
ลมอ่อน ๆ ไหวสะเทือนอยู่ฉะนั้น เรามิได้
เห็นพระนางอุพพรีแล้ว เพราะตาบอด จัก
ตายแน่ การที่เราไม่ได้เห็นพระนางอุพพรีนั้น
จักเป็นทุกข์ยิ่งกว่ามรณทุกข์นี้เสียอีก
คำที่เป็นคาถานั้นมีความว่า พระนางอุพพรีอัครมเหสีเรา
มีพระฉวีวรรณงามดังทองคำ ยามเมื่อกระทำอิตถีวิลาศกิริยาเยื้อง
กรายของหญิงย่อมงดงาม เหมือนกิ่งไม้สิงคุที่ชี้ไปตรง ๆ ยามถูกลม
อ่อนรำเพยพัดไหวโอนงามอยู่ฉะนั้น. บัดนี้ เราไม่ได้เห็นพระนาง-
อุพพรีนั้น เพราะนัยน์ตาทั้งสองข้างแตกไปแล้ว จักต้องตาย การที่
เรามองไม่เห็นพระนางอุพพรีนั้น จักเป็นทุกข์ยิ่งกว่ามรณทุกข์นี้.
พระเจ้าพาราณสีนั้นทรงบ่นเพ้ออยู่อย่างนี้ ตายแล้วบังเกิดใน
นรก. ปุโรหิตผู้อยากได้ความเป็นใหญ่ไม่อาจทำการต้านทานพระเจ้า