Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 59 หน้าที่ 327

เล่ม มมร. 59 หน้า 327 ข้อ 1049
เรากล่าวคำเป็นธรรมอยู่ บาปก็ไม่เปรอะเปื้อน เรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ได้แก่สภาวะความเป็นเอง คือเหตุที่บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงพรรณนาสรรเสริญ แล้ว. บทว่า อธมฺโม เม น รุจฺจติ ความว่า ธรรมดาอธรรมไม่ใช่ สภาวะความเป็นเอง เราก็ไม่ชอบใจแต่ไหนแต่ไรมา. บทว่า น ปาปมุปลิมฺปติ ความว่าเมื่อเรากล่าวสภาวะนั่นเองหรือเหตุนั่นแหละอยู่ ขึ้นชื่อว่าบาปจะไม่ติดอยู่ในใจ. ธรรมดาการให้โอวาทนี้เป็นประเพณี ของพระพุทธเจ้า พระปักเจกพุทธเจ้าและพระสาวกและโพธิสัตว์ทั้ง หลาย. ถึงคนพาลจะไม่รับเอาโอวาทที่ท่านเหล่านั้นให้แล้ว แต่ผู้ให้ โอวาทก็ไม่มีบาปเลย. เมื่อจะแสดงอีกจึงกล่าวคาถาว่า :- ผู้มีปัญญา คนใดมักชี้โทษมักพูดบำราบ คนควรมองให้เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ ควรคบ บัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่า เมื่อคบบัณฑิตเช่น นั้น จะมีแต่ความดีไม่มีความชั่ว คนควรตัก เตือน ควรพระสอนและควรห้ามเขาจากอสัต- บุรุษ เพราะและเป็นที่รักของเหล่าสัตบุรุษ ไม่เป็นที่รักของเหล่าอสัตบุรุษ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka