วิปัสสนาแล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น. ข้อความที่เหลือเป็นเช่นกับ
ข้อความแต่ก่อนนั่นแหละ.
แม้ในแคว้นอุตตรปัญจาละในกปิลนคร พระราชาทรงพระนามว่า
ทุมมุขะ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ทรงประดับเครื่องอลังการ
พร้อมสรรพ มีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม ได้ประทับยืนทอดพระเนตรพระ
ลานหลวงทางสีหบัญชรที่เปิดไว้. ในขณะนั้นคนเลี้ยงวัวทั้งหลายต่าง
ก็เปิดประตูคอกวัว. พวกวัวตัวผู้ออกจากคอก แล้วก็ติดตามวัวตัวเมียตัว
หนึ่งด้วยอำนาจกิเลส. ในจำนวนวัวเหล่านั้น โคถึกใหญ่ตัวหนึ่งเขาคม
เห็นวัวตัวผู้อื่นกำลังเดินมา มีความเห็นแก่ตัว คือหึงด้วยอำนาจกิเลส
ครอบงำจึงใช้เขาแหลมขวิดที่ระหว่างขา. ไส้ใหญ่ทั้งหลายของวัวตัวนั้น
ทะลักออกมาทางปากแผล มันถึงความสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง พระราชา
ทรงเห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงดำริว่า สัตวโลกทั้งหลายตั้งต้นแต่สัตว์
เดียรัจฉานไปถึงทุกข์ด้วยอำนาจกิเลส วัวผู้ตัวนี้อาศัยกิเลสถึงความสิ้น
ชีวิต สัตว์แม้เหล่าอื่นก็หวั่นไหว เพราะกิเลสทั้งหลายนั่นเอง เราควร
จะประหารกิเลสที่เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายหวั่นไหว. พระองค์ประทับ
ยืนอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนา แล้วยังปัจเจก
โพธิญาณให้เกิดขึ้น. ข้อความที่เหลือ เหมือนกับข้อความในตอนก่อน
นั่นเอง.
อยู่มาวันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๔ องค์เหล่านั้นกำหนด
เวลาภิกขาจารแล้ว ก็เสด็จออกจากเงื้อมนันทมูลทรงเคี้ยวไม้ชำระฟัน