Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 59 หน้าที่ 779

เล่ม มมร. 59 หน้า 779 ข้อ 1341
กัณหฤาษีได้ฟังคำของท้าวสักกะแล้ว พิจารณาดูด้วยทิพยจักษุว่า ใครหนอมาพูดกับเรา รู้ว่าเป็นท้าวสักกะ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ โดยไม่ แลดูเลยว่า :- คนประกอบด้วยตบะไม่ชื่อว่าคนดำ เพราะ คนที่มีแก่นในภายใน ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ บาป กรรมมีอยู่ในคนใด คนนั้นแหละชื่อว่าเป็นคน ดำ นะท้าวสุสชัมบดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตปสา คือ บุคคลไม่ชื่อว่า เป็น คนดำเพราะมีตบะ. บทว่า อนฺโตสาโร ความว่า เพราะว่าคนที่ประ- กอบด้วยแก่นคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะใน ภายในเห็นปานนี้ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะมีบาปอันลอยแล้ว. บทว่า ส เว ความว่า ส่วนบาปกรรมมีอยู่ในคนใด คนนั้นถึงจะเกิดในตระ- กูลไหน ๆ ก็ตาม ถึงจะประกอบด้วยสีแห่งสรีระอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ก็ชื่อว่า เป็นคนดำทั้งนั้น. ครั้นพระฤาษีกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงจำแนกประเภทบาปกรรมที่ ทำให้สัตว์เหล่านี้เป็นคนดำโดยพิสดาร ติเตียนบาปเหล่านั้นแม้ทั้งหมด สรรเสริญคุณมีศีลเป็นต้น แสดงธรรมแก่ท้าวสักกะ ประดุจว่าให้ดวง- จันทร์ตั้งขึ้นในอากาศ ท้าวสักกะทรงสดับธรรมกถาของกัณหฤาษีแล้ว
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka