Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 60 หน้าที่ 46

เล่ม มมร. 60 หน้า 46 ข้อ 1541
จำแนกทานได้นามว่าผู้รู้ถ้อยคำ เพราะทราบถึงการให้ปัจจัย แก่เหล่าบรรพชิต ผู้ท่องเที่ยวไปเพื่อภิกษาพากันกล่าวไว้ หมายความว่า เพราะทราบวาทะนี้ ชอบสงเคราะห์กันด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ ได้นามว่าผู้มีวาจาน่าคบหาเป็น สหาย เพราะเป็นผู้พูดแต่วาจาที่น่ารัก ได้นามว่า ผู้พูดอ่อนหวาน เพราะ กล่าววาจาที่เป็นประโยชน์ บุคคลนั้นดำรงอยู่ในกองแห่งคุณธรรมนี้ คือนี้ ประมาณเท่านี้ เมื่อจะไปยังปรโลก ก็ไม่ต้องหวาดกลัวเลย. ลำดับนั้น พระราชธิดาได้ทรงสดับถ้อยคำของท้าวเธอแล้ว เมื่อจะ ทรงทำการชมเชย จึงตรัสพระคาถาสืบไปว่า ข้าแต่เทพบุตร ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าเหมือนดัง มารดาบิดา ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงดงามยิ่ง ข้าพเจ้า ขอถาม ท่านเป็นใครกันหนอ จึงมีร่างกายสง่างามนัก. คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า มารดาบิดาพร่ำสอนลูกน้อย ฉันใด ท่านก็พร่ำสอนข้าพเจ้า ฉันนั้น. ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงดงามยิ่งนัก คือผู้ ทรงรูปโฉมอันถึงความเป็นผู้งดงาม ท่านเป็นใครกันเล่าหนอ จึงมีร่างกาย สง่างามอย่างนี้. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า ดูก่อนพระนางเจ้าผู้เลอโฉม ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้า อุทัยมายังที่นี่ เพื่อต้องการจะเปลื้องข้อผูกพัน ข้าพเจ้า บอกพระนางแล้ว จะขอลาไป ข้าพเจ้าพ้นจากข้อ ผูกพันของพระนางแล้ว. คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ดูก่อนพระนางผู้พิศดูน่างดงาม ข้าพเจ้าในภพก่อนนั้นได้เป็นสามีของเธอ นามว่าอุทัย บังเกิดเป็นท้าวสักก-
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka